(HazTom)You’re on my mind

You’re on my mind

Paring : Harrison x Tom

Warning : Fluff ล้วนๆ ไม่มีอะไรผสมเลยค่ะ

Note : มาในคอนเซปเดิมคือรีบเขียนรีบลงก่อนฟินดับ ช่วงนี้ยิ่งเขียนยิ่งสั้นไม่รู้ทำไม 😂 อยากจะกลับไปเขียนยาวๆแบบเดิมเหมือนกันค่ะ

ถ้าเขียนแล้วแฮซตามไปด้วย หรือ ถ้าเขากลับมาฉลองวันเกิดด้วยกัน เดี๋ยวแก้ตัวด้วยการเขียนแก้บนอีก1เรื่องค่ะ ฮา

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

แฮร์ริสันมองคนที่กำลังโยนเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง ว่าจะนอนเล่นมือถือต่อแต่พอเดินโฉบไปมาหลายทีเข้าก็ต้องลุกขึ้นมาชะโงกดูอย่างใคร่รู้ กระเป๋าเดินทางใบย่อมนั้นกระจัดกระจายราวกับระเบิดลงทั้งที่ยังไม่ทันออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องคว้าเอามาพับทีละชิ้นให้เรียบร้อย

 

“เฮ้ ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวฉันทำเอง” เจ้าตัวชะโงกหน้ามาบอกจากในห้องน้ำ ขณะกำลังหยิบแปรงสีฟัน และเครื่องอาบน้ำต่างๆออกมา

“ไม่เป็นไร”

 

โยนของอีกสองสามอย่างลงมา ทอมก็เดินมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆกันบนเตียง อารมณ์ไหนไม่รู้ถึงเอนศีรษะซบไหล่ แฮร์ริสันลอบยิ้มขณะวางฟอร์ม ข่มใจไม่กดเจ้าคนขี้อ้อนจมเตียง

 

“ไม่อยากไปเลย..”

“ไม่ไปได้ไง งานสำคัญนะ”

“……….”

“หืมม์?” คนข้างๆพึมพำอะไรบางอย่าง ที่เบาเสียจนแม้จะอยู่ชิดกันขนาดนี้ยังไม่ได้ยิน จะหันไปเงี่ยหูฟังให้ชัดๆก็พบกับใบหน้าหวานที่ช้อนตามองอยู่แล้ว คิ้วเรียวขมวดกันยุ่งเหยิงอย่างขัดใจที่ต้องเอ่ยประโยคน่าอายซ้ำจนเห็นริ้วสีชมพูจางๆบนผิวแก้ม

 

“บอกว่าคิดถึง..”

“ยังไม่ทันไปเลย”

“พูดอย่างนี้แปลว่าไม่คิดถึงกันรึไง”

 

เริ่มแล้ว..

 

บทจะงอนขึ้นมา บางทีคำว่าเหตุผลก็ไม่จำเป็นสำหรับ ทอม ฮอลแลนด์ แต่ก็อีกนั่นแหละ แฮร์ริสันกลับคิดว่ามันน่ารักชะมัด..

มือแกร่งไล้ไปตามกรอบหน้านั้นอย่างหลงใหล แทบลืมหายใจทุกครั้งที่แพขนตาสวยขยับ จมดิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปกับดวงตาคู่เดิมจนไม่อาจถอนตัวได้ รู้อีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากทั้งสองค่อยๆเคลื่อนมาสัมผัสกัน เขาเลื่อนมือไปตามกลุ่มผมนุ่ม รั้งให้เอียงรับรสจูบที่เริ่มจะร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ทอมยิ้มออกมาทั้งอย่างนั้น เอนกายลงบนที่นอนหนานุ่ม ไม่ลืมที่จะดึงร่างสูงให้ตามลงมาทาบทับไม่ห่าง

 

“ทำแบบนี้อยากวิ่งขึ้นเครื่องหรือไง” คนด้านล่างยังมิวายเลิกคิ้วท้าทายให้ ทั้งยังไม่คลายมือที่โอบรอบคอเขาเอาไว้ขณะยืดตัวกระซิบข้างหู

“บอกสิว่าจะคิดถึงฉัน..”

แฮร์ริสันยิ้ม ยังไม่ยอมพูดสิ่งที่อีกฝ่ายร้องขอ หากแต่เฝ้ามอบจุมพิตหวานล้ำให้ จงใจหยอกล้อ ไล่ต้อนรวดเร็วให้จนมุม ในแบบที่จะต้องได้ยินเสียงหวานๆประท้วง และครั้งนี้ก็เช่นกัน หมัดเล็กๆทุบลงที่ต้นแขนไม่เบานัก แต่แค่นี้ไม่สะเทือนอย่างแน่นอน ปลายนิ้วแตะลงที่ริมฝีปากบางก่อนจะได้ยินคำต่อว่าใดๆ

 

“อย่าขัดตอนฉันกำลังบอกคิดถึงนายสิ”

“แบบนี้เนี่ยนะ.. ขี้โกงชะมัด” ทอมบ่นอุบ ใบหน้าน่ารักเปลี่ยนมางอง้ำ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนมองได้อีกครั้ง ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกลงมาบนหน้าผากเพื่อจะจูบลงไปแผ่วเบา ไล่ลงมายังปลายจมูกดื้อรั้น ผิวแก้มเห่อร้อน หยุดลงที่ริมฝีปาก เอ่ยคำที่ใครบางคนรอฟังก่อนที่พวกเขาจะเริ่มจูบกันอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าจะถูกใจ ทอม ฮอลแลนด์มั้ย แต่การที่ปลายลิ้นเล็กหยอกตอบเขาอย่างออดอ้อนคงเป็นคำตอบแทนได้อย่างดี

 

 

ดูท่าวันนี้จะต้องมีคนวิ่งขึ้นเครื่องจริงๆแล้วล่ะ

 

 

 

This fire I feel

Why is it burning so slowly?

I can’t stop thinking of you

Cause you’re on my mind

 

 

END

Advertisements

(HazTom)London in the rain

London in the rain

Paring : Harrison x Tom

Note : รีบเขียนรีบลงก่อนฟินดับ ฮือ โมเมนท์นี้มันดีย์ต่อใจค่ะ

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

When I’m not with you, all I do is miss you.

 

แฮร์ริสันสะบัดละอองน้ำออกจากร่มในมือเบาๆเมื่อก้าวเข้ามาในตัวอพาร์ทเมนท์ วางถุงใส่ของสารพัดจากซุปเปอร์มาร์เก็ตลงบนพื้น เพื่อจะได้มีมือว่างพอจะไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่แนบหูมาสักพักแล้ว

คงจะดูน่าแปลก หรือน่ารำคาญในสายตาคนรอบข้าง เมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เดินคุยโทรศัพท์ท่ามกลางสายฝนมาตลอดทางทั้งที่ข้าวของเต็มมือ แต่แน่ล่ะ เขาไม่ได้ใส่ใจ ในเมื่อคนปลายสายสำคัญกว่านั้นเยอะ..

 

“สรุปคือยังไม่ได้กลับเหรอ?”

“อืม.. ติดงานอีกนิดหน่อยน่ะ เลยเลื่อนไปกลับวันพรุ่งนี้”

“เหรอ..” มองดูวัตถุดิบต่างๆที่ตั้งใจจะซื้อมาทำอาหารฉลองการกลับมาด้วยความรู้สึกเฝื่อนขมหากแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรับคำไปสั้นๆ และอีกฝ่ายเหมือนจะรู้ดี

“ขอโทษนะ น่าจะบอกเร็วกว่านี้จะได้ยังไม่ออกจากบ้านมา”

“ที่นี่ก็เป็นบ้านฉันเหมือนกัน..”

“…แฮร์ริสัน? อะไรนะ ไม่ได้ยินเลย”

“ไม่มีอะไร งั้นวางหูก่อนแล้วกัน เดี๋ยวไว้คุยกัน”

 

ปลายสายถูกตัดไปแล้ว หลงเหลือเพียงความเงียบงันท่ามกลางห้องว่างเปล่า.. อันที่จริงก็เป็นแบบนี้อยู่หลายวันจนเคยชินกับมันไปเสียแล้ว ต้องโทษที่ดันพาลคิดไปแล้วว่าเจ้าของอีกคนหนึ่งจะกลับมาในวันนี้ คำปลอบใจว่าก็แค่เลื่อนไปอีกหนึ่งวันจึงดูจะไม่ได้ผลกับใจเท่าใดนัก

 

แฮร์ริสันเก็บของทั้งหมดเข้าตู้เย็น เวลาที่เผื่อเอาไว้จะทำอาหารถูกตัดทิ้งออกไปจากตารางชีวิตเมื่อขาดคนกลับมาทานด้วยกัน หยดน้ำบนหน้าต่างบ่งบอกว่าสายฝนยังไม่หยุดลง

อาจจะหนาวไปสักหน่อย แต่ออกไปเดินเล่นฆ่าเวลาสักนิดก็คงดี..

 

เด็กหนุ่มก้าวเดินออกไปตามท้องถนนเฉอะแฉะของกรุงลอนดอน ใช้ฮู้ทจากเสื้อแทนร่มที่ถูกวางทิ้งไว้ในห้อง แสงหลากสีจากดวงไฟสว่างขึ้นมาทีละดวงทดแทนแสงอาทิตย์ที่หมดลงเร็วกว่าทุกวัน.. ตอนขาเขากลับมาก็ดูจะซาลงไปเยอะแล้วแท้ๆ กลับตกลงมาอีกเสียได้

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราไม่สามารถคาดเดาดินฟ้าอากาศ เช่นเดียวกับมนุษย์ ถึงแม้จะรู้จักกันดี ก็ใช่ว่าจะเหมือนเดิมตลอดไป เพียงแค่ชั่วโมง หนึ่งวัน หรือ หนึ่งเดือน ก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา..

 

ก็แค่หวังว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้นกับคนสำคัญของเขา..

และต้องเป็นเพราะ สายฝน กับอากาศทึมๆในกรุงลอนดอนแน่ๆ ที่ทำให้เขาคิดถึง มากกว่าเดิม..

 

“แฮร์ริสัน”

 

น้ำเสียงที่แม้แต่หลับตาก็ยังรู้ว่าเป็นของใครดังขึ้นจากด้านหลัง ถ้าเป็นเวลาอื่นคงไม่มามัวมาสงสัยให้เสียเวลา แต่กลับเป็นตอนนี้ ตอนที่คิดว่าหากหันไปก็คงจะกลายเป็นคนอื่น แต่กลับไม่ใช่..

 

ทอม ฮอลแลนด์ ยืนอยู่บนฟุตบาทเดียวกันกับเขา เส้นผมสีน้ำตาลยุ่งๆบางส่วนลู่ลงไปตามหยดน้ำ ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวถูกส่งมาให้ ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า..

 

“อะ หวา ใจเย็น” ทอมหลุดอุทานเมื่อถูกโถมเข้ากอดทั้งตัว วงแขนแข็งแกร่งโอบรัดแน่น กลิ่นหอมคุ้นเคยพาให้หัวใจยิ่งล่องลอยพองโต ปลายจมูกโด่งกดลงข้างแก้ม ระเรื่อยไปถึงใบหู ทำแบบนั้นซ้ำๆราวกับยังไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง จนทำให้ไม่สามารถหุบยิ้มได้เสียที

 

“คิดถึงฉันมั้ย?”

“มีคำที่อธิบายได้มากกว่านั้นมั้ย ฉันจะได้บอกนาย..”

 

ทอมไม่ตอบ ย้ายมือจากการโอบรอบคอมาลูบศีรษะเขาช้าๆ ทั้งเนื้อตัว และเสื้อผ้าเปียกชื้นทว่าไม่มีใครได้ใส่ใจมัน แก้วตาสีน้ำตาลใสสบกันกับเขาอย่างมีความหมาย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจะพลันหายไป เหลือเพียงแค่สัมผัสอุ่นๆจากริมฝีปากส่งผ่านมาให้แก่กัน จงใจให้เชื่องช้าไปตามจังหวะของหยดน้ำฝนที่ร่วงกระทบพื้น

ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง.. และ แฮร์ริสันยังคงประคองใบหน้าเรียวให้เงยรับจูบของเขาอีกครั้ง จนเริ่มจะได้ยินเสียงประท้วงในลำคอ

“อือ.. พอแล้ว นายลืมไปรึเปล่าว่าเราอยู่นอกบ้าน”

 

“กลัวคนเห็นเหรอ?” เขาหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายถลึงตาใส่เป็นคำตอบ พร้อมๆกับผลักอกเขาออกเบาๆ

“บอกมาก่อน มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” รวบมือเล็กๆนั้นไว้ ไม่วายจูบลงเบาๆให้อีกฝ่ายหน้าขึ้นสีเล่น

“เมื่อกี๊..”

“ถามจริง?”

“จริง พอวางหูแล้วกะจะไปเซอร์ไพรส์นายที่บ้าน แต่ดันไม่มีใครอยู่”

“แสดงว่าออกมาตามหาฉัน..?”

เงียบ.. คราวนี้นอกจากผิวแก้มแล้ว สีแดงๆยังเริ่มจะลุกลามไปถึงใบหู จนเจ้าตัวเหมือนจะรู้ว่าถูกต้อนเข้าจนมุมถึงได้ร้องโวยวายออกมากลบเกลื่อน แกล้งเฉไฉดิ้นหลุดจากอ้อมกอดเขา แต่เพียงครู่เดียวก็หันกลับมา ใบหน้าน่ารักพยายามปกปิดความเขินอาย เมื่อเตรียมใจจะเอ่ยประโยคชวนหวานเลี่ยน ที่นานๆจะหลุดมาให้ชื่นใจเสียที

 

“แฮร์ริสัน..”

“หืมม์?”

 

“กลับบ้านเรากันนะ”

 

ฝนหยุดตกแล้ว.. หลงเหลือเพียงแค่ละอองจางๆ ทางเดินกลับบ้านยังคงเป็นถนนเส้นเดิมกับที่เดินมาตอนแรก แตกต่างตรง มันไม่ได้เงียบเหงาอย่างเก่า จากรอยยิ้ม และบทสนทนาอันไม่รู้จบของทั้งสองคน

“แวะพาเทสซ่ามาเดินเล่นด้วยดีมั้ย?”

“ได้สิ ดีเลย”

อากาศแปรปรวนอยู่เสมอ จะช้าหรือเร็ว ไม่เขาหรือใครก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างน้อยในเวลานี้แค่รับรู้ว่าความรู้สึกที่มีให้แก่กันยังคงเหมือนเดิม แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมาในวันที่ฝนพรำ..

 

 

END

(HazAsaTom)Crave You

Crave you

Paring : Harrison x Asa, Harrison x Tom

Song :

Flight Facilities – Crave You

Note :

– ได้แรงบันดาลใจมากจากโมเมนท์ของทุ่งกาว ช่วงที่ผ่านมานู้นนน กับสตอรี่ของคุณเขา แต่เพิ่งเขียนเสร็จค่ะ ฮา

– อิมเมจน้องเอซ่าจะไม่ตรงกับปัจจุบันเท่าไหร่ แต่เราชอบตอนที่น้องผมยาวๆเลยเอามาใช้ในฟิคนี้ค่ะ

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

Why can’t you want me like the other boys do?

They stare at me while I stare at you.

 

 

เอซ่าจิบเครื่องดื่มในมือ ปรายตามองเด็กหนุ่มที่กำลังสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนอีกมุมหนึ่งของร้าน บีทหนักของดนตรี กับแสงสลัวๆของร้านชวนให้ดูได้ยากว่าใครเป็นใคร แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เพราะต่อให้เดินสวนกันเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังจำใบหน้าโดดเด่นรับกับเส้นผมสีบลอนด์ได้อย่างแม่นยำ

 

แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์

 

เสียงโห่ร้องดังขึ้นทันทีเมื่อคนที่เป็นจุดรวมสายตาของเขาตอนนี้กระดกวิสกี้เข้าไปกว่าครึ่งขวดตามคำท้าทาย ธนบัตรปลิวว่อน แสงไฟวูบวาบ หยดของเหลวหกกระจายเต็มพื้น ภาพเหล่านั้นถูกบันทึก และแชร์สู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ยอดคนเข้าดูปาไปหลักร้อยทั้งที่เพิ่งอัพโหลดได้ไม่กี่นาที เขาหัวเราะเบาๆให้กับสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอพลางคว่ำมือถือลง

 

“เจ้าพวกนั้นเล่นอะไรกันน่ะ?”

“ไม่รู้สิ คงไร้สาระอีกตามเคย” กล่าวตอบเสียงเนือยพลางฟุบศีรษะซบลงกับโต๊ะบาร์ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของคนข้างๆ มือใหญ่เลื่อนมาลูบเส้นผมเขา โน้มลงกระซิบอ่อนโยน

“เป็นอะไร เบื่อแล้วเหรอ? ไม่เข้าไปร่วมวงกับเพื่อนๆนายด้วยล่ะ?”

 

 

ก็ไม่ได้รู้จัก ทุกคน ..

 

 

“เดี๋ยวมานะ”

เขาลุกขึ้นตามพระเอกของงานที่ตอนนี้เดินโซซัดโซเซไปนอกร้านโดยมีเพื่อนอีกสองสามคนตามไปติดๆ โผล่พ้นจากประตูไม่ทันไร เจ้าตัวก็ถลาไปกอดเอารั้วฟุตบาท ก่อนจะค่อยๆไถลตัวเองนั่งลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางเสียงโอดครวญจากเด็กหนุ่มที่เหลือ ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่อาการหนักจนอาเจียนออกมาให้ได้วุ่นวายกว่าเดิม

 

“กูบอกมึงแล้วว่าอย่าไปแกล้งมัน!”

“กูเปล่า! มึงเลย”

“เฮ้ย เอซ่า มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ดีแล้ว มาช่วยกันแบกมันขึ้นแท็กซี่ที!”

จากที่ตอนแรกกะว่าจะเฉียดเข้าไปดูสถานการณ์ แต่กลับถูกหนึ่งในนั้นร้องทักขึ้นมาทันทีจนต้องเลิกคิ้วให้แทนคำโบ้ยนั้น ทว่าดูจากสภาพจะไม่ช่วยก็คงจะแล้งน้ำใจเกินไป

“ฉันจะกลับแล้วเหมือนกันเดี๋ยวนั่งไปส่งให้ก็ได้ ฝากบอก ‘เขา’ ด้วยแล้วกัน”

 

 

.

.

 

 

เอซ่าโบกมือให้กับคนที่ยืนส่งอยู่ริมถนน บอกทางคนขับเรียบร้อยถึงได้หันไปเห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ผิวขาวขึ้นสีจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทรงผมที่มักจะถูกเซ็ตให้ดูดีเสมอตอนนี้ยุ่งเหยิง ห้ามใจตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปสัมผัสมัน จนกระทั่งไหล่กว้างนั้นไหวน้อยๆถึงได้รู้ตัวว่าเผลอตัวเอื้อมมือไปหากรอบหน้าเรียวจนระยะห่างเหลือเพียงแค่คืบ

 

“อืม.. อย่า อย่าถ่ายคลิปนะเว้ย พวกมึง..”

ไม่ทันแล้ว.. ในใจเขาอยากจะตอบ ติดอยู่ที่ต้องพยายามกลั้นหัวเราะเสียแทบแย่

เขาเขย่าร่างสูงเบาๆอีกครั้ง หากแต่แพขนตานั้นยังคงเรียงตัวสวยปิดสนิท พอแน่ใจได้ว่ามันเป็นแค่เสียงละเมอ ถึงได้ถอนหายใจออกมา

 

 

“เดี๋ยวทอมเห็นกูซวยแน่..”

 

ชื่อของใครคนหนึ่งหลุดออกมาทำเอาเอซ่าชะงักไป

ใครคนนั้นที่แอบเฝ้าติดตามอยู่เสมอ เพียงเพื่อจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของอีกคนหนึ่งซึ่งตอนนี้กลายมาอยู่บนรถคันเดียวกันกับเขา

เวลาผ่านมานานมากแล้ว จากวันที่หน้าฟีดแอพพลิเคชั่นแสดงรูป ‘คนสำคัญ’ ของ ทอม ฮอลแลนด์ คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ชื่อแฮร์ริสันมักจะถูกส่งผ่านบทสนทนาระหว่างเพื่อนๆเขาเสมอ นึกแปลกใจตั้งแต่ครั้งแรก จนมาเจอตัวจริงเข้าในปาร์ตี้คืนหนึ่ง แต่ก็อย่างที่เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันมากไปกว่า ‘เพื่อนของเพื่อน’ และเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรในคนคนนี้มากมายเท่าไรนัก

 

 

ใช่แล้ว.. มันควรจะเป็นแบบนั้น

 

 

ติดตรงที่ว่าทุกครั้งที่เดินผ่านจนไหล่แทบจะชนกัน ทุกครั้งที่ได้บังเอิญประสานสายตาจนแน่ใจว่าเห็นภาพของตัวเองสะท้อนอยู่ในห้วงทะเลสีเขียวอมฟ้านั้น แต่ทุกอย่างก็หยุดอยู่แค่นั้น

แฮร์ริสันไม่ได้สนใจเขาเลย การกระทำทุกอย่างแสดงออกชัดเจนว่าคนที่เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวคือใคร

 

ชัดเจนเสียจนชวนให้ในอกปวดหนึบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

 

“รักเขามากเลยเหรอ..”

 

 

ไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา หน้าจอแสดงรูปคนที่ถูกเอ่ยถึงอยู่ราวกับรู้ทัน แต่ไม่มากพอจะเรียกสติจากคนที่กำลังมึนเมาอยู่ได้ และไวกว่าความคิดเขาคว้ามันขึ้นมา..

 

‘แฮร์ริสัน?’ ปลายสายเอ่ยย้ำอย่างไม่มั่นใจ เมื่อไม่มีการตอบรับใดๆนอกจากเสียงเบาๆจากเครื่องปรับอากาศ

“เขาหลับอยู่” คราวนี้อีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบไปแทน จงใจตอบไปแค่สั้นๆให้แคลงใจเล่น แม้รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความรู้สึกราวกับได้ถือไพ่เหนือกว่าเพียงชั่วครู่

“แฮร์ริสันเมามาก เพื่อนเขาเลยฝากมาส่ง”

‘อ้อ..’

 

‘ปลุกให้หน่อยได้มั้ย อยากคุยด้วย’

แค่นยิ้มกับคำขอแกมบังคับนั้น มือบางสะกิดคนข้างตัวแรงกว่าในครั้งแรกนิดหน่อยพร้อมแนบโทรศัพท์ชิดริมใบหู แฮร์ริสันขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้ม กล่าวตอบปลายสายอย่างนุ่มนวลแม้จะยังหลับตาอยู่

 

“ไม่ได้เมาสักหน่อย.. แค่ง่วงนอน”

“หืมม์? คิดถึงสิ มากๆเลย”

ริมฝีปากบางเม้มแน่น ทอม ฮอลแลนด์ จงใจจะเล่นเกมกับเขาแม้จะยังไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม เดินหมากอย่างเยียบเย็นสะกิดให้รับรู้ถึงเขตแดนที่ขีดเอาไว้ไม่ให้ล้ำเส้น

“ให้พูดตอนนี้เหรอ..”

เอซ่าเบือนหน้าหนี จ้องมองท้องถนนร้างผู้คนของย่านพักอาศัยที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจ

 

 

“รักนายนะ ทอม..”

 

 

Why can’t I keep you safe as my own?

One moment I have you the next you are gone

 

 

รถแท็กซี่ขับออกไปแล้ว เหลือเพียงเขากับคนที่กลับมาหลับเป็นตายอีกครั้งหลังจากวางหู เอซ่าพยุงร่างอีกฝ่ายขึ้นมาด้านบนอพาร์ทเมนท์อย่างทุลักทุเล เป็นไปตามที่คาดไม่มีผิดถึงได้ถามที่อยู่เตรียมไว้แล้ว เขาสบถอย่างหัวเสียขณะควานหากุญแจห้องจากกระเป๋ากางเกงของเจ้าตัว พลางใช้เท้าดันให้ประตูเปิดออก เมื่อเข้าไปได้ถึงปล่อยร่างหนักๆลงบนโซฟาห้องรับแขก ดวงตาสีสวยลอบสังเกตรอบกาย ฟิกเกอร์ และโปสเตอร์ต่างๆเกี่ยวกับสไปเดอร์แมน รวมถึงภาพยนตร์อื่นๆที่เคยแสดงมีให้เห็นแทบจะทุกมุม ไหนจะแจ็คเก็ตสองสามตัวที่ยังวางพาดบนเก้าอี้ ทิ้งกลิ่นอายของเจ้าของห้องเอาไว้ แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่นี่

ทุกอย่างในห้องนี้เป็นของ ทอม ฮอลแลนด์.. รวมถึงคนที่อยู่บนโซฟาก็เช่นกัน

 

 

นั่นมัน.. น่าหงุดหงิดชะมัด..

 

 

เขานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันนั้น ช่วงขาแนบชิดกันกับอีกฝ่ายด้วยพื้นที่เหลืออยู่จำกัด เทียบกับเวลาไม่กี่วินาทีที่เคยสบตากัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พิจารณาใบหน้าของแฮร์ริสันชัดๆ

 

คนที่นอนอยู่เริ่มขยับตัวอีกครั้ง แขนยาวปัดป่ายไปถูกตัวเอซ่า เป็นการเรียกสติน้อยๆในตัวว่าไม่ได้อยู่คนเดียวภายในห้อง แฮร์ริสันฝืนเปิดเปลือกตาหนักมองเด็กหนุ่มปริศนา และที่ติดตาแม้สติจะถูกหักล้างไปกว่าครึ่งด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คือใบหน้าสวยที่เด่นชัดแม้อยู่ในความมืด

 

“เฮ้ ขอโทษที สัญญาคราวหน้าจะไม่เมาแบบนี้อีก”

“นายรู้ไหมว่าฉันแบกนายขึ้นแท็กซี่มาถึงที่นี่”

คนถูกกล่าวหายังคงหัวเราะเบา ไม่ได้ขัดขืน หรือหลีกหนีอะไรขณะเขาขยับโน้มกายลงใกล้จนหน้าผากแทบจะติดกัน และเชื่อแล้วว่าคงจะเมามากจริงๆ มือใหญ่ถึงได้แตะลงที่กลางหลัง ไล่ลงมาสะโพกเขาอย่างหมิ่นเหม่

 

ดูท่าคงจะทำแบบนี้จนเคยมือ.. น่าเสียดายที่วันนี้เขาไม่ใช่ ทอม ฮอลแลนด์..

 

“อย่างนั้นเหรอ ฉันควรจะไถ่โทษยังไงดี..?”

 

เอซ่ายิ้ม ก้มลงมอบจูบลงไปบนริมฝีปากนั้น มืออีกข้างของแฮร์ริสันเลื่อนมาแตะท้ายทอยเขาให้รับรสจูบที่ร้อนแรงยิ่งกว่าคราแรก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคงจะไปไกลกว่านั้น หากแต่จังหวะที่ได้ผละออกมาหยุดพักหายใจ ร่างด้านใต้กลับนิ่งไป แก้วตาฟ้าใสหลุบมองดวงตาอีกคู่ทิ่ปิดสนิท พร้อมกับแผ่นอกสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะ ความนิ่งงันพาให้สมองเริ่มประมวลผลถึงการกระทำเผลอไผลอย่างไม่น่าให้อภัย.. เขาสบถ รีบคว้าเสื้อโค้ท และออกมาจากที่ตรงนั้น

 

 

นี่เขาทำอะไรลงไปนะ

 

 

Rehearsed steps on an empty stage

That boy’s got my heart in a silver cage

 

 

.

.

 

 

เอซ่ามาร้านเดิมกับเพื่อนๆในอีกหลายวันต่อมา ถอนหายใจขณะเลื่อนดูจอโทรศัพท์ คลิปเลื่องชื่อในคืนนั้นถูกลบออกอย่างรวดเร็ว คาดว่าพอเจ้าตัวตื่นมาเจอคงรีบร้อนขอโทรไปขอให้ลบออกเสียยกใหญ่ นึกขำเมื่อพอจะเดาท่าทางร้อนรนนั้นออกแม้จะไม่ได้เห็นมัน จนกระทั่งคนที่เป็นเจ้าของตัวจริงกลับมา อัพเดทเรื่องราวต่างๆราวกับจะประกาศให้โลกรู้ แน่นอนคงรวมถึงเขาด้วย มือบางเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง เอนศีรษะพิงกับกำแพงด้านหลัง ตกอยู่ในห้วงความคิดท่ามกลางอากาศเย็นๆปนกลิ่นควันบุหรี่จางๆจากผู้คนที่มาออกันด้านนอกร้าน ก่อนจะเงยหน้ามองตามรถยนต์ที่เพิ่งมาจอดเทียบตรงฟุตบาท แต่นั่นไม่ดึงดูดความสนใจเท่าสองคนที่ลงมาจากรถ

 

แฮร์ริสัน กับทอม..

 

 

Let’s just stop and think, before I lose face

Surely I can’t fall, into a game of chase

 

 

“อย่าเมาเละเหมือนคราวที่แล้วอีกล่ะ..” ทอมกล่าว หรี่ตามองอาการยิ้มแย้มเกินความจำเป็น ไม่วายยังยื่นมือมาตบบ่าย้ำเขาเบาๆ

“เป็นห่วงก็มาด้วยกันสิ”

“จะบ้าเหรอ พรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้า”

“อืม นั่นสินะ”

ประโยคติดจะแผ่วลงในตอนท้าย บวกกับท่าทางหางลู่หูตกแบบนั้น ยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดในใจขึ้นมาทันควันแม้จะไม่ใช่ความผิดใครเลยก็ตาม ดวงตาสีน้ำตาลเสมองไปทางอื่นขณะกำลังครุ่นคิดว่าควรจะพูดอะไรไม่ให้สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนใจมากกว่านี้ พลันสายตาไปสะดุดกับร่างผอมบางที่ยืนอยู่หน้าร้าน.. ท่าทางที่แค่ยืนเฉยๆแต่ก็ยังเป็นจุดเด่นได้ขนาดนั้น ชวนให้ติดใจสงสัยถึงใครบางคนที่ไม่น่าจะลืม แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

 

“ทอม..?”

“งั้นไปแล้วนะ ถึงบ้านแล้วโทรหาด้วย” เขากล่าวตัดบทให้กับตัวเอง รวมถึงสิ่งที่อยู่ในใจ แฮร์ริสันเดินตามมาส่งทางฝั่งคนขับ เตรียมจะปิดประตูรถให้ หากแต่ทอมดึงแขนอีกฝ่ายให้โน้มตัวลงมา ประทับริมฝีปากแผ่วเบา คนด้านบนเปรยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะจูบตอบทั้งอย่างนั้น

 

“คิดถึงนะ.. ไปทำงานแล้วรีบกลับมาไวๆล่ะ”

“อืม.. คิดถึงเหมือนกัน”

 

 

I try to reach out, but he’s in his own world

I simply want him more because he looks the other way

 

 

.

.

 

 

บรรยากาศคืนวันนี้สนุกสนานเหมือนเคย แฮร์ริสันไล่ชนแก้วกลับกลุ่มเพื่อนรอบวง เครื่องดื่มราคาแพงถูกส่งผ่านลำคอแก้วแล้วแก้วเล่าจนเลิกนับจำนวน เป็นแบบนี้แทบทุกวันราวกับฉายภาพยนตร์ซ้ำ

“วันนี้เพลาๆลงหน่อยนะคุณชาย กูไม่อยากลำบากวานใครไปส่งมึงอีก” แฮร์ริสันเลิกคิ้ว ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ครั้งก่อน ทุกอย่างเรือนรางเสียจนแทบจำอะไรไม่ได้ พยายามไล่เรียงเหตุการณ์ เริ่มจาก รถแท็กซี่ โทรศัพท์ ใครบางคนเจ้าของดวงตาสีฟ้าสว่างดูไม่คุ้นเคยพาเขาขึ้นมาบนห้อง และหลังจากนั้น..

เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดเมื่อดันเผลอนึกอะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้ออกมา

“เออ ใครไปส่งกูวะ?”

“อ้าว! ก็..”

เสียงคีย์สูงของดนตรีดังขึ้นขัดจังหวะกะทันหัน พร้อมๆกับดีเจหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาบนบูทเครื่องเสียงดึงดูดความสนใจของทั้งสองจนลืมเรื่องที่คุยกันไปชั่วขณะ

 

ใช่.. มันสนุกสนานเสียจน รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินโซเซไปห้องน้ำ ยังดีที่คราวนี้ยังพอครองสติได้บ้าง แม้จะเผลอปล่อยขวดแก้วในมือหล่นลงพื้นจนมันแตกกระจายไปทั่ว

“เฮ้ย! ระวังหน่อยสิวะ!”

ชายหนุ่มร่างยักษ์สบถอย่างหัวเสียขณะหลบเท้าจากเศษแก้วที่กระเด็นมา แฮร์ริสันกล่าวขอโทษพลางยิ้มแห้งๆ คิดกับตัวเองว่าจะนั่งพักสักครู่ แต่พอเริ่มมองลายกระเบื้องที่ประดับประดาบนเสาหมุนคว้าง จึงเห็นจะท่าไม่ดีจนต้องทุลักทุเลผลักประตูด้านหลังออกไปนอกร้าน

ตรอกว่างเปล่าไร้ผู้คนพอจะช่วยเพิ่มอ็อกซิเจนเข้าปอดได้บ้าง ถ้าไม่นับกลิ่นอับจางๆจากท่อน้ำ ทว่าดีกว่าความอุดอู้ข้างในมากนัก อาการแบบนี้ถ้าได้นิโคตินสักนิดน่าจะดีขึ้น เขาคิดขณะหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง และสบถออกมาเมื่อเป็นไปตามคาดว่าไลท์เตอร์ที่ควรจะอยู่ในกระเป๋ามักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสมอในเวลาที่ต้องการเช่นนี้

 

“อยากได้ไฟเหรอ?” เขาหันไปยังต้นเสียง แสงไฟสลัว และความมึนเมาทำให้มองไม่ถนัดนัก รู้ตัวอีกทีเด็กหนุ่มคนนั้นก็มายืนอยู่ตรงหน้า ควันจางๆถูกปล่อยออกมาจากอีกฝ่าย แม้จะพยายามเบี่ยงตัวออกก็ยังได้กลิ่นลอยมาเตะจมูกอยู่ดี..

กลิ่นนี่มัน.. ยี่ห้ออะไรกันนะ..?

ครั้นจะเอ่ยปากทักทาย แต่กลับต้องหยุดลงเมื่อนิ้วเรียวจับมวนบุหรี่ของตนที่ยังคาบไว้ให้ปลายไฟต่อกัน ทุกอย่างเงียบงันเสียจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีจากนาฬิกาข้อมือ

 

“เอ่อ ขอบใจ” กล่าวแก้เก้อ แต่กลับได้รับเพียงรอยยิ้มแทนคำตอบ

“รู้ไหมว่าฉันไม่ต่อบุหรี่ให้ใครฟรีๆหรอกนะ..”

 

กล่าวจบ ริมฝีปากบางสวยนั้นก็บดเบียดลงมาก่อนที่จะทันได้พูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ บุหรี่ทั้งสองมวนถูกทิ้งลงพื้น เมื่อเจ้าของมันต่างพอใจจะแลกนิโคตินให้แก่กันผ่านปลายลิ้นแทน แน่นอนว่าเขาตกใจ ทว่าอีกด้านของหัวใจที่เต้นระรัวสั่งให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป จนกระทั่งใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่แสนสำคัญพลันปรากฏขึ้นมาแทรกกลางความสับสนวุ่นวายในใจของแฮร์ริสัน

“เดี๋ยว!” รีบคว้าหยุดมือที่กำลังจะเลื่อนไปโอบเอวเขา ครั้นพยายามจะคุมสติมองให้ชัดว่าคนตรงหน้าคือใคร ทุกอย่างกลับพลันมืดสนิท เมื่อถูกมืออีกข้างตรงเข้ามาปิดตาเอาไว้

 

“เฮ้!?”

“นายมีแฟนอยู่แล้ว ฉันรู้”

“โอเค.. นายรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังจู่โจมฉัน?”

คราวนี้กลับกลายเป็นเงียบสนิท.. ได้ยินราวกับเสียงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอเขาขาดห้วงไปช่วงหนึ่ง

 

 

“ฉันขอโทษนะ แต่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม.. ได้โปรด อย่าลืมตาขึ้นมาตอนฉันไป..”

แฮร์ริสันเงียบไปอึดใจ จู่ๆก็โดนรุกจูบเข้าจนมุมแบบนี้เป็นใครล่ะจะไม่อยากรู้ ทว่าพอได้ฟังน้ำเสียงที่แม้แต่คนเมาอย่างเขายังจับได้ว่ามันสั่นแค่ไหนก็ทำให้พาลใจอ่อนขึ้นมาจนสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง

เมื่อได้รับคำตอบ ความอบอุ่นที่เคยอยู่บนดวงตาก็ค่อยๆคลายออกไป แขนเรียวดึงตัวเองกลับไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกำลังรั้งรอให้นานที่สุด สัมผัสนิ่มลื่นบนฝ่ามือ ถึงแม้จะผ่านเนื้อผ้าแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาจินตนาการถึงท่อนแขนเรียวบางได้น้อยลง จนกระทั่งวินาทีที่สองมือแตะกัน เหลือระยะห่างอีกเพียงปลายนิ้ว และทุกสิ่งจะมลายหายไปตลอดกาล รวมถึงคนตรงหน้าด้วยเช่นกัน.. ไวเท่าความคิด เขารีบคว้ามันเอาไว้ สร้างความประหลาดใจจนรู้สึกได้ถึงแรงสะดุ้งน้อยๆจากเจ้าของมือนั้น

 

“ฉันจะบอกนายไว้อย่างหนึ่ง คือฉันไม่ได้โกรธนาย..”

“………….”

“พอจะบอกได้ไหมว่านายเป็นใคร?”

ชั่วครู่ที่เหมือนได้ยินเสียงแค่นหัวเราะ ฝ่ามือเย็นลงกะทันหันเมื่ออุณหภูมิอบอุ่นที่เคยถ่ายเทให้แก่กันพลันหายไป ตามมาด้วยประโยคที่เบาเสียจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลมพัด

 

 

“นายไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

 

 

Why can’t you want me like the other boys do?

They stare at me while I crave you

 

It’s true I crave you

 

 

 

.

.

.

 

 

 

แฮร์ริสันเดินเข้ามาในสตูดิโอพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ไหนจะอุปกรณ์ประกอบฉากเล็กๆน้อยๆที่ถูกวานให้ถือมา ยังมิวายโดนเจ้าตัวดีเจ้าของกาแฟลาเต้หอมกรุ่นในมือเขาโบกมือเรียกหยอยๆจากอีกฝั่งให้เดินเข้าไปหา

 

“แฮซ มานี่เร็วฉันมีใครจะแนะนำให้รู้จัก” ทอมกล่าวอย่างร่าเริง ผายมือไปยังคนข้างๆ

เส้นผมดำขลับถูกเซ็ตให้ยุ่งเหยิงน้อยๆตามบทที่ต้องแสดงก่อนเข้าฉาก ใบหน้าหวานคล้ายเด็กผู้หญิง หากแต่กลับดูลงตัวเข้ากันกับอีกฝ่ายทั้งที่เป็นผู้ชาย เขามองลึกไปในม่านตาสีฟ้าจัดนั้นราวกับถูกดึงดูด ไม่ใช่ทางเสน่หา แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึก คุ้นเคย..

 

“ขอโทษนะ แต่เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่า?” คนถูกถามชะงัก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงเจื้อยแจ้วก็ดังแทรกขึ้นมาตอบแทน

“เราเคยแคสบทสไปเดอร์แมนด้วยกัน”

“อ้อ..” พยายามบอกตัวเองว่าในโลกนี้มีคนหน้าคล้ายกันถมไป และถ้าหากรู้จักกันจริงฝ่ายนั้นก็คงจะมีท่าทีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ยังทำให้ติดใจสงสัยคือ อีกฝ่ายยังคงไม่ได้ละสายตาออกไป เช่นเดียวกันกับเขา..

จนกลัวจะผิดสังเกต แฮร์ริสันไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พลางยื่นมือไปเป็นการทักทาย

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันแฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์”

 

มือเรียวเลื่อนมาสัมผัส ปลายนิ้วลูบผ่านฝ่ามือเขาก่อนจะกระชับแน่น แค่เสี้ยววินาที แต่ราวกับเกิดประกายไฟฟ้าอ่อนๆขึ้นมา

 

 

“เอซ่า บัตเตอร์ฟิลด์”

 

 

 

 

END

(HazTom)Super Far

Super Far

Paring : Harrison x Tom

Note : เป็นพล็อตที่อยากเขียนมานานมากๆ ตั้งแต่เริ่มชิปคู่นี้ แต่ไม่เคยเขียนจบเลย วันนี้จบแล้ว และรู้สึกว่ามันยาวเนอะ 5555 แต่ไม่อยากแบ่งตอน ก็เลยกลายเป็นแบบนี้ค่ะ ใครบังเอิญแวะเข้ามา ทักทาย ติชมกันได้นะค้า

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

ไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนรักกับ ทอม ฮอลแลนด์ และเช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่า ทอม ฮอลแลนด์ ไม่เคยเป็นแค่เพื่อนสำหรับเขา กว่าจะยอมรับตัวเองได้ก็ใช้เวลาไปนานโขอยู่ จนกระทั่งทั้งพวกเขาต่างก็มีคนรัก จนกระทั่งทอมเข้าวงการอย่างเต็มตัว แต่ความรู้สึกคิดเกินเลยไปนั้นไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย

 

 

“ฉันเลิกกับแฟนแล้ว”

มันเป็นแค่วันหยุดธรรมดาระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ที่พวกเขานอนเอื่อยเฉื่อยกันอยู่ในบ้านพัก ทอมเอ่ยขึ้นมาขณะนอนหนุนตักเขาเล่นมือถือ ราวกับมันเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป อาการเหลือบตาขึ้นมามองเมื่อเห็นว่าเงียบไปนานนั้นเรียกสติให้รับคำในลำคอ

“อย่างนั้นหรือ” แฮร์ริสันจำไม่ได้ว่าตอบอะไรไปมากกว่านั้นหรือเปล่า รู้เพียงแต่เขารีบหันกลับไปสนใจหนังสือในมือต่อ พยายามซ่อนทั้งดวงตา และหัวใจที่สั่นไหวขณะนี้ไว้อย่างมิดชิด

อาจฟังดูแย่ที่รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ว่าโอกาสที่เคยหลุดลอยไปได้กลับมาอีกครั้ง

 

.

.
“แฮร์ริสัน นายเลิกกับแฟนแล้วหรือไง?”

“อ้อ.. ใช่ สักพักแล้ว”

“ไม่เห็นบอกกันเลย” ทอมทำหน้าบึ้ง จงใจเดินกระแทกผ่านหน้าทีวีที่เขากำลังดูไปกอดเข่าจุมปุ๊กอ่านบทอยู่อีกมุมของห้อง อาการคล้ายกับน้องสาวเขาตอนประถมไม่มีผิด

“เฮ้ ฉันขอโทษ ไม่ได้จะเป็นความลับอะไรหรอก แค่ไม่รู้จะหาจังหวะบอกตอนไหนดี” แฮร์ริสันกลั้นยิ้ม เมื่อเห็นว่าอีกคนยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัว ทั้งที่เขาเดินมานั่งลงข้างๆ

“ตอนไหนก็บอกได้ถ้าคิดจะบอก”

“ขอโทษ..”

เจอลูกอ้อนเข้าไป ทอม ฮอลแลนด์ก็เริ่มใจอ่อน เขารู้ดี ตอนที่แก้วตาสีน้ำตาลนั้นสะท้อนภาพเขา ขณะค่อยๆหันมาสบตา แต่สักพักก็ขยับตัวหันหลังให้ดังเดิม ผิดคาดเสียจนเกือบจะร้องเฮ้ยออกมา

 

“เพราะฉันหรือเปล่า?”

“ทอม..”

 

“ไม่ใช่เพราะนาย อย่าคิดมากน่า”

“ไม่ให้คิดได้ไง ก็ฉันมันเอาแต่ใจ ต้องให้นายออกจากลอนดอนมาตามดูแลทุกอย่าง ทุกเรื่อง”

ไปกันใหญ่แล้ว.. แฮร์ริสันร้องตะโกนในใจ หากทำได้เพียงโคลงศีรษะทุยๆนั้นเบาๆเป็นการปลอบโยน สไปเดอร์แมนขวัญใจของใครๆจู่ๆก็กลายร่างเป็นเด็กน้อยเสียอย่างนั้น แต่มันกลับทำให้เขาชอบใจ ยิ่งพอได้รู้ว่าได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นมุมเล็กๆนี้ ก็ทำเอาเผลออมยิ้มไป กอดปลอบไปแทบจะทุกที

“ฉันมาที่นี่เพราะเต็มใจเลือกเอง ไม่ใช่เพราะใครมาบังคับ ยกเว้นแต่ว่านายจะรำคาญฉันแล้ว” ทอมส่ายหัวดิก ดิ้นขยุกขยิกออกมาจากอ้อมกอดเขา เพียงเพื่อจะเงยหน้ามองเสียตาแป๋วอย่างกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจขนเสื้อผ้ากลับบ้านเสียตอนนี้

 

“อย่าเบื่อฉันนะ..”

 

นั่นคือคำพูดของเขาต่างหาก.. แล้วแบบนี้ จะให้คนอย่างแฮร์ริสันไปไหนรอดกันล่ะ

 

และถึง ทอม ฮอลแลนด์จะไม่พูดอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆ ทำตัวยุ่งวุ่นวาย แล้วจบท้ายด้วยส่งยิ้มน่ารักๆอย่างเคย แค่นั้นเขาก็ไม่เคยไปไหนได้สักที

 

แต่โชคชะตาก็ไม่เคยเข้าข้างคนอย่างเขาเลยสักนิด

 

.

.

 

แฮร์ริสันก้าวเข้ามาในร้านกาแฟ ใช้เวลาไม่นานก็มองเห็นคนที่นัดกันนั่งอยู่มุมในสุด เสื้อแขนยาวพร้อมกับหมวกฮู้ดที่ดึงลงมาเพื่ออำพรางนั้นดูจะไม่ช่วยอะไรเท่าไร ในเมื่อเจ้าตัวเล่นกดโทรศัพท์ไปหัวเราะคิกคักไปจนโต๊ะข้างๆต้องหันมองเป็นระยะ

 

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร” เอาบทละครที่ม้วนจนกลายเป็นไม้เบสบอล เคาะหัวไปเสียทีด้วยความหมั่นไส้ เจ้าตัวร้องโอดโอย แต่สีหน้ารื่นเริงนั้นยังไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังย้ายตัวเองมานั่งลงอีกฝั่งข้างๆกัน

“นายว่าคนนี้น่ารักมั้ย?”

 

เอาอีกแล้ว..

ลอบถอนหายใจพลางสไลด์รูปสาวน้อยคนหนึ่งที่ถูกส่งให้ดู พูดแสดงความคิดเห็นไปอย่างเคย ทั้งที่สมองไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ

หลังจากการเลิกราครั้งนั้น ทอมก็เดทกับคนอื่นๆไปเรื่อย ที่เลวร้ายก็คือมักจะนำเรื่องของพวกเธอมาปรึกษาเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ควรไปเจอดีไหม รุกต่อดีไหม หรือแม้แต่ ตีตัวออกห่างยังไงดี

 

“แล้วนายไม่คิดจะเดทกับใครบ้างเหรอ?”

แฮร์ริสันเลิกคิ้ว จ้องกลับเจ้าเด็กน้อยที่เอียงคอสงสัยราวกับกำลังรอคำตอบจากปัญหาโลกแตก บางครั้งก็เคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่าถ้าหากพูดออกไปว่า ‘นายยังไงล่ะที่ฉันอยากเดทด้วย’ คำตอบที่ได้รับจะเป็นอย่างไร บางทีมันอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางใดก็ตาม

 

“นายไม่ต้องมาเป็นห่วงฉันหรอก”

 

สุดท้ายสิ่งที่ทำก็คือการหลีกหนีจากความเป็นจริงเช่นทุกครั้งจนนึกสมเพชตัวเองในใจ

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้จังหวะพอดีที่แฮร์ริสันจะขอปลีกตัวออกไปปรับอารมณ์ด้านนอกร้าน ชื่อปลายสายที่โชว์บนหน้าจอทำเอาขมวดคิ้วอย่างผิดคาด ครู่หนึ่งเขาลังเล และความอยากรู้ก็เป็นฝ่ายชนะ

 

 

 

“เฮ้ โอเคหรือเปล่า?”

ฝ่ามือที่แตะลงบนไหล่เรียกให้สะดุ้งน้อยๆ สีหน้ากังวลถูกส่งมาอย่างชัดเจนเป็นการบอกกลายๆว่าเขาคงออกมานานเกินไป เมื่อรีบดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เห็นเข็มยาวเดินมาพอสมควรถึงได้เผลอสบถเบาๆไม่ให้คนที่อยู่ในสายได้ยิน

“เดี๋ยวโทรกลับ” แฮร์ริสันตัดจบสายไปเสียดื้อๆ กำลังจะคิดหาคำอธิบายดีๆต่อสถานการณ์นี้ แต่ทอมเร็วกว่าเสมอ

“ใครโทรมา?”

“เรื่องงานถ่ายแบบน่ะ ดีลกันไม่ลงตัวเท่าไหร่” ทอมครางรับในลำคอ แม้สายตาจะบอกชัดว่าไม่เชื่อเท่าไรนัก และเขาเองก็รู้ดี แต่พวกเขาเคารพกันและกันมากพอที่จะไม่ซักไซ้จนกว่าเจ้าตัวจะยอมเล่าออกมาเอง และต่างฝ่ายก็รู้ดีว่า คงไม่ใช่วันนี้..

 

.

.

 

หลังจากได้พักผ่อนในวันหยุดเต็มที่ สัปดาห์ของการถ่ายทำเล่นเอาสาหัส อย่าว่าแต่จะให้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาคุยกันไม่ถึงสิบประโยคต่อวันด้วยซ้ำ ทุกสิ่งวนลูป คือ ตื่น ทำงาน กินข้าว นอน แฮร์ริสันจึงโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งว่าทอมคงจะลืมไปแล้ว เป็นการต่อเวลาให้ได้สะสางเรื่องที่เกิดขึ้น

 

เขาต่อสายหาบุคคลเดิมในอีกคืนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายนั้นกดรับอย่างรวดเร็วเหมือนรออยู่แล้ว

 

 

“ตัดสินใจได้หรือยังลูก?”

น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังทำเอาหลุดถอนหายใจออกไป ด้วยสิ่งที่ถามมายังคงเป็นคำถามเดียวกันกับที่เฝ้าถามตัวเองอยู่

“ปีหน้าไม่ได้เหรอ..?”

“แต่โอกาสเข้าเรียนที่ยูดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาทุกปีนะ”

เขานิ่งไป ด้วยสิ่งที่ผู้เป็นแม่กล่าวมานั้นถูกต้องทุกอย่าง.. เรื่องมันเริ่มจากแม่ลองส่งเรียงความที่เขาเคยเขียนสมัยไฮสคูลส่งไปที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และดันสอบผ่านขึ้นมา จนเหลือแค่สัมภาษณ์เท่านั้น ซึ่งดูจากจำนวนที่รับ กับคู่แข่งที่เหลือ โอกาสได้ถือว่าสูงทีเดียว ตัวเขาเองก็ได้รับอิสระให้ได้ทำสิ่งที่ต้องการมาตลอด ที่บ้านไม่เคยบังคับเรื่องอะไรไร้เหตุผลแม้สักครั้ง ถึงได้รู้ดีว่าสิ่งที่ถูกร้องขอมานั้นส่งผลดีในอนาคตจริงๆ

 

“แม่เข้าใจว่ายังไม่พร้อม แต่ไม่ว่าจะปีหน้าหรือปีไหน วันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี..”

 

 

 

“แฮร์ริสัน?”

เสียงเรียกดังพร้อมๆกับประตูห้องนอนถูกผลักให้เปิดออก ทำเอาคนที่คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องสะดุ้ง และรีบร้อนวางหู เมื่อเห็นว่าแขกคนสำคัญเตรียมจะออกไปเมื่อเห็นว่ามาผิดจังหวะ แม้หัวใจยังเต้นรัวจากข้อเท็จจริงที่หนักอึ้งพอจะดึงเขาออกมาจากโลกแห่งความฝัน

 

“ว่าไง”  ฝืนยิ้มให้คนที่เปลี่ยนสีหน้าเหรอหราเมื่อครู่กลายเป็นซุกซนทันทีที่ได้รับอนุญาต

เขาปีนขึ้นไปบนเตียงตามคนที่กระโดดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว และตอนนี้ก็ย้ายตัวเองพร้อมกับหมอนใบโตมานอนหนุนตักเขาอย่างเคย

ทอมเลื่อนมือถือไล่ดูความเคลื่อนไหวต่างๆ บ่นออกเสียงเรื่องสัพเพเหระ ตั้งแต่หน้าจอที่ดูอยู่ ไปจนถึงฉากที่จะต้องถ่ายทำในวันพรุ่งนี้ แฮร์ริสันหัวเราะเบาๆ นึกอยากให้ช่วงเวลาตอนนี้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ ปลายนิ้วยาวคอยเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมา ไล้มองกรอบหน้าได้รูป ริมฝีปากเล็ก และจมูกโด่งรั้น สารภาพว่าตอนนี้แทบไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าเสียงเล็กๆนั้นพูดอะไรต่อ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าจู่ๆห้องก็เงียบลงไปกะทันหัน ถึงได้รู้ว่าทอมหยุดพูดไปนานแล้ว เหลือเพียงดวงตาทั้งสองคู่ที่สบมองกันอยู่ แฮร์ริสันไม่สามารถละออกไปช่วงเวลานี้ได้ โลกทั้งใบของเขาอยู่หลังเกลียวม่านสีน้ำตาลนั้น ทว่ามันช่างเปราะบาง และดูห่างไกลออกไปทุกที

 

“แฮร์ริสัน/ทอม”

 

เผลอกลั้นหายใจเมื่อบทจะพูดก็ดันพูดออกมาพร้อมกันเสียอย่างนั้น บรรยากาศน่าอึดอัดแปลกๆเริ่มก่อตัวขึ้นทันที

“นายก่อน” แฮร์ริสันรีบชิงกล่าวก่อนที่จะได้ยินประโยคเดียวกัน ความเงียบเกิดขึ้นอีกชั่วอึดใจก่อนที่ทอมจะค่อยๆลุกขึ้นมา นั่งขัดสมาธิกอดหมอนใบเดิม

 

“นายจำคนที่ฉันเอารูปให้ดูเมื่อวันนั้นได้มั้ย?”

“อืม..”

“ฉันคบกับเธอแล้ว”

 

ทั่วทั้งห้องเหมือนมืดลงกะทันหัน เป็นความจริงที่เขาไม่อาจเอื้อมถึงโลกใบที่ว่านั้นได้ ความรักที่รอคอยมาตลอดจาก ทอม ฮอลแลนด์ ไม่มีจริง เพราะมันไม่มีวันเป็นของเขา ทุกสิ่งที่ทำให้กับทอม และทอมทำให้กับคนอื่น เป็นภาพซ้อนที่คอยตอกย้ำช้าๆ แต่เลือกที่จะเพิกเฉยตลอดมา และในวันนี้ก็โดนมันตอกหน้าอย่างจัง จนต้องแค่นหัวเราะให้กับความโง่เขลาของตัวเอง

 

“ดีใจด้วยนะ..”

“ไม่เอาน่าแฮซ ถ้านายคิดจะเดทกับใครเมื่อไร นายก็แค่เลือกเอาสักคนจากที่มาคอยตอแยนาย ฉันรู้น่ะ” ทอมพูดติดตลก ด้วยกลัวว่าจะโดนโกรธที่เจ้าตัวชิงมีแฟนไปก่อนหน้าอีกครั้ง แต่นั่นไม่เฉียดกับความเป็นจริงเลยสักนิด

ทอมไม่เคยรู้ แน่นอน เพราะเขาไม่เคยคิดจะบอก..

เพราะฉะนั้นเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์จะเสียใจเช่นกัน..

 

 

“แล้ว.. เมื่อกี๊นายจะพูดอะไร?”

ใบหน้าน่ารักยามนี้มองมาอย่างแคลงใจ ด้วยท่าทางเขาคงแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด แฮร์ริสันกำหมัดแน่น เสมองไปด้านอื่น ก่อนจะตัดใจหันกลับมาเผชิญหน้าตรงๆอีกครั้ง

 

 

“ฉันต้องกลับลอนดอน…”

 

 

 

……………………………………………………………………………

 

 

 

ฉันต้องกลับลอนดอน

 

ประโยคนั้นยังคงดังก้องในหัวของ ทอม ฮอลแลนด์ อยู่หลายวัน

 

เขาไม่ได้คุยกับแฮร์ริสันมากนักช่วงที่ผ่านมา อันที่จริงเป็นเพราะว่าอาละวาดไปเสียจนเข้าหน้าอีกฝ่ายไม่ติด ต้องหนีออกมาพึ่งสวนสาธารณะ เพียงเพื่อจะหลบภัยจากบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนในบ้าน

ลมเย็นๆจากฤดูใบไม้ร่วงชวนให้ห่อตัว กล่าวโทษตัวเองที่เอาแต่ทำตัวเป็นเด็กจนต้องมานั่งท้าลมหนาวอยู่ตรงนี้คนเดียวหากแต่เมื่อนึกย้อนไปก็รังจะให้หัวเสียจนต้องคว้าเอาก้อนหินข้างตัวขึ้นมาโยนลงบึงที่เห็นอยู่ไกลๆ

 

.

.

 

“กลับลอนดอน? ก็กลับสิ..” ทวนคำถามทั้งที่เสียงสั่นเครือ สีหน้าของอีกฝ่ายฉายแววเจ็บปวดชัดเสียจนเผลอจิกเล็บกับมือ ตอบแทนคำถามในใจได้เป็นอย่างดีว่านี่คือเรื่องจริง..

 

“ฉันหวังมาตลอด ว่าไม่อยากให้วันนี้มาถึง” แฮร์ริสันกุมมือของเขา ไม่อาจส่งเสียงอะไรออกไปได้เมื่ออีกฝ่ายซุกใบหน้าลงมา

“ขอโทษ..”

 

ความรู้สึกหลากหลายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนตีกันมั่วจนแทบระเบิด ทอมเลือกที่จะคิดหาหนทางแก้ปัญหา เสนอวิธีต่างๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงคำปฏิเสธ

 

“มันถึงเวลาแล้วทอม..”

 

.

.

 

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่พวกเขาได้พูดกันดีๆ แน่นอนว่าแฮร์ริสันไม่ได้ทำอะไรนอกจากตั้งรับ ซึ่งมักจะเป็นอย่างนี้เสมอเวลาที่ทะเลาะกัน และเจ้าตัวไม่เคยรู้ว่าท่าทางแบบนั้นยิ่งกระตุ้นต่อมโมโหเขาได้อย่างดีที่สุด

 

 

ฟึ่บ..

เสื้อแจ็คเกตปริศนาลอยมาที่ตัวเขาพอดีเป๊ะ ทอมบ่นอุบคนเดียวด้วยรู้ดีว่าเจ้าของคือใคร..

คนอะไรตายยากชะมัด..

 

“อยากเป็นหวัดหรือไง?”

“มันไม่ได้หนาวขนาดนั้นซะหน่อย”

“โกหก มือเย็นขนาดนี้แล้ว..” ทอมสะบัดมือออกจากคนที่ถือวิสาสะนั่งลงข้างๆไม่พอ ยังคว้าเอามือเขาไปจับเล่นอีกต่างหาก แฮร์ริสันลอบยิ้ม

“ยังไม่หายโกรธเหรอ”

“ฉันไม่ได้โกรธ” เผลอหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจแรงๆจากอีกฝ่าย สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของใครบางคนที่เอนศีรษะลงซบลงบนไหล่ ครั้นจะหันไปต่อล้อต่อเถียงเสียทีก็กลัวจะเสียหน้า กลายเป็นได้แต่นั่งตัวแข็งยอมให้ได้ทำตามใจเสียอย่างนั้น

 

“ทอม.. เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ.. อย่าโกรธฉันนานเลยได้ไหม” คำพูดของแฮร์ริสันส่งผลต่อเขาเสมอ อานุภาพของมันทำให้จิตใจพาลอ่อนยวบ ทั้งยังละทิ้งความปวดหน่วงเอาไว้ให้ฝืดเคืองในลำคอจนไม่กล้าปริปากอะไรออกไป

 

เขาจินตนาการวันที่ไม่มีแฮร์ริสันไม่ออก จากคำที่ย้ำเตือนว่าทุกอย่างเริ่มนับถอยหลัง ความว่างเปล่าก็เริ่มกัดกินทีละน้อย จนเริ่มกลัวตัวเองว่าถ้าหากวันนั้นมาถึงจริงๆจะเป็นอย่างไร เขาไม่อยากคิดถึงมัน.. กลไกการป้องกันตัวเองเริ่มทำงานโดยที่เขากลับมาเป็น ทอม ฮอลแลนด์คนเดิม อย่างน้อยก็ทำให้แฮร์ริสันยิ้มออกว่าเขาไม่ได้ขุ่นเคืองอะไรแล้ว หนึ่งเสียงหัวเราะ แลกกับร้อยพันความเจ็บปวดเบื้องหลัง ทอมซ่อนมันเอาไว้ลึกที่สุดด้วยคำว่า ไม่เป็นไร

 

ไม่เป็นไร..

 

 

.

.

 

 

“แล้วแฮร์ริสันจะกลับลอนดอนวันไหนล่ะ?”

คำถามจากแฟนสาวของเขาทำเอาแทบสำลัก ก่อนจะบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่บทสนทนาทั่วไป คิดอย่างนั้นแต่อดเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ ความวูบโหวงตีขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นว่าท่าทีที่ได้รับดูปกติอย่างเหลือเชื่อ

“อาทิตย์หน้าน่ะ”

ทอมแกล้งหยิบเมนูข้างตัวขึ้นมาเปิดดูทั้งที่อาหารยังเต็มโต๊ะ และเขาเองก็ไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด คิดบ้าๆให้วงดนตรีอะคุสติคในร้านเล่นเพลงร็อคขึ้นมาจะได้ไม่ต้องได้ยินอะไรที่ชวนให้เจ็บยอกในใจอีก

“ใช่ ฝากดูหมอนี่ด้วยนะ นี่ยังทำบ้านรกอยู่เลย”

“ฉันเปล่า!” รีบเงยหน้าขึ้นมาเพียงเพื่อจะเห็นทั้งสองคนหัวเราะร่วนใส่ น่าขายหน้าชะมัด..

“แล้วอย่างนี้ใครจะมาทำงานแทนแฮร์ริสันล่ะ?”

“ยังไม่มีเลย หมอนี่เรื่องมากจะตาย”

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันทำให้ดีไหมนะ”

 

ทอมชะงัก.. คำพูดทีเล่นทีจริง หากแต่เรียกให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงกะทันหัน แฮร์ริสันอาจจะแค่คิดไม่ถึง แต่สำหรับเขารู้สึกขอบคุณตัวเองที่ยั้งปากคำว่า ‘ไม่ได้’ ออกไปได้ทัน ได้ยินเสียงทุ้มเล่นมุกแป้กๆกู้สถานการณ์กลับมาอย่างเคย ทว่ามันฟังดูไกล ราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว..

 

.

.

 

“ฉันว่าความคิดเธอก็เข้าท่านะ”

เขาเงียบ ไม่คาดคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารวันนี้จะถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกตอนที่กลับถึงบ้านแล้ว รีบแขวนเสื้อโค้ท และเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองเร็วๆ ทำเหมือนว่าไม่ได้ยิน หากแต่ไม่รอดมือคนอย่างแฮร์ริสันแน่

 

“ทอม..”

“ฉันรู้น่า!”

ทั้งคู่ชะงัก.. ทอมไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นเสียง แต่บางอย่างทำให้เขารู้สึกหัวเสียขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งคนตรงหน้านิ่งเฉย รอหยั่งเชิงอารมณ์เขา ยิ่งทำให้ความหงุดหงิดพุ่งสูงเป็นทวีคูณอย่างไม่มีสาเหตุ

 

“นายไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก ไหนๆก็จะไปแล้วนี่!”

ไม่.. นี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจะพูด สลักบางอย่างในตัวเขาถูกปลดออก ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกตกใจ

“จริงๆถ้าไม่เต็มใจก็ไม่จำเป็นต้องตามมาตั้งแต่แรกก็ได้!”

เขาเบือนหน้าหนี ความเจ็บร้าวในอกที่แล่นขึ้นมาทำให้ไม่อาจทนมองอีกฝ่ายได้ต่อไป ทว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดตัวเองในตอนนี้ได้ เขากำหมัดแน่น สูดหายใจลึก

 

“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าเต็มใจจะมาอยู่ตรงนี้ ฉันเป็นห่วงนายจริงๆนะ”

“ไม่จริง! ถ้าอย่างนั้นจะกลับลอนดอนทำไมล่ะ นายไม่สนใจว่าฉันจะเป็นยังไง ไม่เคยคิดถึงฉันเลย อ๊ะ!”

ทั้งตัวถูกรวบไปอยู่ในอ้อมกอด ในหัวยิ่งตีกันสับสนแต่ไม่อาจส่งเสียงอะไรออกไปได้ ท่อนแขนแข็งแรงรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ ทว่าเขาไม่คิดจะปฏิเสธมันเลยแม้แต่น้อย

 

 

“อย่า.. พูดอย่างนั้นอีก นายไม่รู้หรอกว่าฉันรักนายมากแค่ไหน..”

 

รัก….

 

เขาหลับตา ชั่ววินาทีที่ขาดสติจนเหมือนกลายเป็นคนอื่นไป เมื่อทุกอย่างนิ่งสงบลงความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว สองแขนที่ถูกทิ้งไว้ข้างตัวค่อยๆกอดตอบช้าๆ ไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไป ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการให้แฮร์ริสันอยู่ข้างๆ แต่เรื่องนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้สักอย่าง

 

ควรจะขอร้องให้อยู่..

ควรจะปล่อยให้ไป..

ไม่ใช่ทั้งสองทาง

 

“ฉันขอโทษ แฮซ.. ฉันไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร..”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้..” มือใหญ่ลูบศีรษะเขาช้าๆ ทอมพยายามอย่างยิ่งไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

“ฉันรักนายแฮร์ริสัน”

“ฉันก็รักนาย.. ทอม…”

 

แค่คำบอกรักที่พูดกันแทบจะทุกวัน เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆที่อยากให้ความหมายกลายเป็นอย่างอื่น..

 

.

.

 

หลังจากพายุทอร์นาโดในวันนั้นผ่านพ้นไป ก็เหลือเวลาอีกไม่มากที่จะได้อยู่ด้วยกัน แม้เจ้าตัวจะยังอยู่ข้างๆกันแต่จิตใจของทอมกลับไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ เอาแต่เฝ้าคิดไปล่วงหน้าถึงวันที่หันไปข้างๆแล้วจะไม่มีใคร ความสับสนยิ่งก่อตัวขึ้นจนพาลให้งุ่นง่าน ไม่เป็นตัวเอง เพียงสองคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า เพราะอะไร และ จากนี้ต้องทำอย่างไร..

 

 

“เฮ้..”

น้ำเสียงคุ้นเคยเรียกให้หลุดจากภวังค์ แฮร์ริสันโบกบอร์ดดิ้งพาสในมือไหวๆอยู่ตรงหน้าเขา อันที่จริงเขาตกใจว่าตัวเองขับรถมาส่งแฮร์ริสันถึงสนามบินได้อย่างไร เพียงแค่หลับตายังนึกถึงภาพที่เขาเปิดประตูห้องนอนของแฮร์ริสันแล้วพบกับว่างเปล่า เหลือเพียงกล่องสองใบเล็กๆที่เจ้าตัววานเอามาให้วันหลังที่ได้กลับไปเจอกันที่ลอนดอน ทุกอย่างฉายซ้ำไปอยู่อย่างนั้น

 

“ต้องไปแล้วสินะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ยังพอมีเวลา” ทอมอยากจะเถียงด้วยเวลาที่มาเช็คอินก็จวนเจียนพออยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป ได้แต่เดินตามคนที่ลากเขาไปนั่งพักอีกฝั่ง.. พวกเขาไม่มีใครพูดอะไร มือทั้งสองวางอยู่ใกล้กันชวนให้ผุดความคิดเด็กๆขึ้นมาว่าอยากจะจับมันไว้ เผื่อแฮร์ริสันอาจจะเปลี่ยนใจไม่ไป

 

“ได้หยุดเมื่อไรก็กลับลอนดอนบ่อยๆนะ”

“อืม..”

“หัดทำกับข้าวกินเองมั่ง”

“อืม..”

“แฟนนาย ถ้าพร้อมให้เธอมาเป็นผู้จัดการเมื่อไหร่ก็บอกมานะ ยินดีสอนงานทุกเมื่อ”

คงไม่ล่ะ เขาคิด แสร้งเพิกเฉยที่ตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร น่าแปลกที่เห็นรอยยิ้มจางๆจากแฮร์ริสัน ทว่าเขาเหนื่อย และหมดอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงในเวลานี้

 

เสียงประกาศครั้งสุดท้ายเรียกให้ต้องเงยหน้ามองแฮร์ริสันที่ลุกขึ้นยืน สบตามองดวงตาสีอ่อนคล้ายกับท้องฟ้าที่เห็นอยู่ด้านนอกอาคาร บอกตัวเองให้จำมันไว้ เพราะไม่รู้เมื่อไรถึงจะได้เห็นมันอีก..

 

“ไปแล้วนะ”

 

ทอมอยากจะตอบคำพูดโง่ๆอย่าง โชคดีนะ แล้วเจอกันนะ หรือ บ๊ายบาย แต่สิ่งทำได้เป็นเพียงกลืนก้อนขมๆลงคอ น่าหงุดหงิดตรงที่คนตรงหน้าเหมือนจะรู้ดี ถึงได้หัวเราะออกมาเบาๆแบบนั้น

ร่างสูงหันเดินจากไปช้าๆ ภาพแผ่นหลังคุ้นเคยค่อยๆไกลออกไป ความว่างเปล่าเติมเต็มทุกพื้นที่ข้างในตัวเขาแทบจะทันที อยากร้องเรียก อยากตะโกนออกไปว่าให้กลับมา แต่มันเจ็บ.. ความเจ็บตีตื้นขึ้นมาทำให้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป สองขาก็ก้าวออกไปคว้าจับมือใหญ่นั้นเอาไว้

เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่แฮร์ริสันหันมา ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้ มืออีกข้างเลื่อนเข้ามาสัมผัสข้างแก้มเขา และตามมาด้วย จูบ..

 

ทุกอย่างรวดเร็วจนสมองประมวลผลไม่ทัน แฮร์ริสันไปแล้วจริงๆ เหลือเพียงความนิ่งงัน และคำว่า ลาก่อน ที่ได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายข้างหู ดังสะท้อนแข่งกับเสียงหัวใจ

 

 

.

.

 

 

“แล้ว.. ที่นายมาเล่าให้ฉันฟังเนี่ย อยากจะให้ฉันตอบว่าอะไร”

“เจคอบ! ฉันจริงจังนะเว้ย!”

เด็กหนุ่มกรอกตาเมื่อมันไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิด ในเมื่อคนพูดหน้าแดงหูแดงเสียขนาดนี้ เขาคนเครื่องดื่มในแก้วขณะใช้ความคิด.. ตอนแรกก็นึกว่าจะมีเรื่องอะไร เมื่อจู่ๆเจ้าเพื่อนตัวน้อยของเขาก็โทรบอกให้ออกมาหา ที่ไหนได้ก็แค่ปัญหาหัวใจ จะว่าตกใจก็นิดหน่อย แต่ก็กึ่งๆจะรู้อยู่แล้ว แค่ไม่คิดว่าเจ้าตัวต้นเรื่องจะกล้าสารภาพออกมาเสียที

“ได้คุยกับแฮซมันอีกมั้ย?”

“ไม่เลย..”

“อ่าฮะ หมอนั่นคงกำลังตัดใจแล้วสิ กะว่าอกหักแน่ๆ” เจคอบกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าราวกับโลกถล่มจากคู่สนทนา

“ตัวนายมีคำตอบให้หรือยังล่ะ” คนมองเลิกคิ้วเมื่อทอมเม้มปาก แสร้งหันไปมองทางอื่น ทว่าผิวแก้มที่ยังคงขึ้นสีจัดแทนคำตอบให้กับเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

 

“แล้วแฟนที่คบอยู่ล่ะ?”

“เอาจริงนะเจค ฉันยังไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ว่า..”

“อยากเจอเขาใช่มั้ยล่ะ?” พอโดนตอนจนจนมุม เจ้าคนหัวดื้อถึงยอมพยักหน้าเงียบๆให้หนึ่งที เขาหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา แต่อีกคนฉวยเอาไปไวกว่าราวกับอ่านเกมออก

“จะทำอะไร!?”

“โทรหาแฮร์ริสัน”

“โทรทำไม!? นายจะบ้าเหรอ”

“ไม่บ้าหรอก ก็ในเมื่อนายบอกว่าอยากเจอ ก็แค่โทรหาเขา”

“ฟัค! เจคอบ! แฮร์ริสันอยู่ลอนดอน ไหนจะเรื่องตัวเองฉันก็ยังไม่ได้เคลียร์” ทอมแทบจะทึ้งผมตัวเอง รีบหยิบเอาโทรศัพท์อีกเครื่องของตนที่วางอยู่บนโต๊ะมากอดแน่นพร้อมๆกัน

“เออน่า เรื่องพวกนั้นเอาไว้ทีหลัง เชื่อฉันสิ ถ้ายังต้องให้รออีก ทางนั้นอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้” ได้ผลเมื่อคราวนี้ท่าทางขู่ฟ่อนั้นหายวับไปทันควันเหลือเพียงอาการหางลู่หูตก ท่าทางของเพื่อนตัวดีตอนนี้มันช่างน่าแกล้งเสียจนอยากจะอัดวิดิโอเก็บไว้ แค่หยอกเล่นว่าเขาจะไม่รักหน่อยเดียวก็หงอยเสียขนาดนี้แล้ว

 

“เอ้า รออะไรล่ะ” เย้าเข้าอีกเสียที เมื่อทอมยังอิดออดขณะเลื่อนกดเบอร์ที่คุ้นเคยจากโทรศัพท์ของตน ดวงตากลมๆช้อนมองเขาอย่างขอความช่วยเหลือ

 

 

ทอมสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติไม่ให้มือสั่น พลันหลับตานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด

ไม่เข้าใจ.. ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ในหัววุ่นวายไปหมด นับตั้งแต่วันนั้นก็ไม่อาจสงบใจได้ ถึงแม้จะมีใครอีกคนที่เคยคิดว่าเป็นคนที่ใช่อยู่ข้างกายก็ตาม ทุกอย่างวนกลับไปอยู่ตรงที่เดิม ที่ในสนามบินวันนั้น..

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในใจตอนนี้ เขาอยากจะบอกออกไป

 

อยากเจอ.. อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม..

 

ตลอดไป..

 

 

ปลายนิ้วกดปุ่มโทรออก เสียงสัญญาณที่ได้ยินไม่กี่ครั้ง ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์

 

 

 

Accept or Decline..?

 

 

 

END

 

Fictober #5 Spacing

Fictober

#5 Spacing

Paring : Asa Butterfield x Tom Holland (x Harrison Osterfield)

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

ระยะห่างในการแอบติดตามคนคนหนึ่งไม่ให้รู้ตัวคือไม่เกิน 20 เมตร นั่นคือสิ่งที่เอซ่าคำนวณไว้

เขารีบยกหนังสือในมือมาปิดบังใบหน้าตัวเองเมื่อพบว่าคนที่กำลังรอเดินเข้ามาในสวนหลังโรงเรียน.. เป็นไปตามคาด ถ้าหากเหลือเวลาอีกเล็กน้อยก่อนเข้าวิชาต่อไป ทอม ฮอลแลนด์ และ เพื่อนสนิทมักจะมาเดินเล่นกันก่อนเสมอ ร่างเล็กกระโดดโลดเต้น พลางยกไม้ยกมือขณะกำลังเล่าอะไรบางอย่างอย่างออกรส เรียกให้เอซ่าอมยิ้มบาง

อากาศทึมๆของฤดูใบไม้ร่วงทำอะไรความสดใสราวกับพระอาทิตย์นั้นไม่ได้เลยสักนิด.. และทิวทัศน์จะดีกว่านี้มาก ถ้าไม่ติดว่าเจ้าคนที่เดินอยู่ข้างๆยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีอ่อนพลางย้ายไปโอบไหล่นั้นอย่างเอ็นดู

แม้จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก แต่ก็พาลให้ถอนหายใจด้วยความเซ็งสุดชีวิต ก่อนจะลุกเดินออกไปจากที่ตรงนั้น

 

ไม่น่าเชื่อว่าเด็กแว่นสุดเนิร์ดอย่างเขาจะตกหลุมรักใครสักคนได้ และดันเป็นคนดังประจำโรงเรียนอย่าง ทอม ฮอลแลนด์.. แค่นี้ก็ดูไม่มีหวังจะแย่ ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เจ้าผู้ชายที่จำชื่อรางๆได้ว่า แฮร์ริสัน ยังคอยทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตลอดเวลา

แต่เอาเข้าจริงถ้าจะให้ตรงเข้าไปจีบทอมมาเป็นแฟนก็ชาตินี้คงไม่มีความกล้าพอ ได้แต่ใช้ความคิดห่วยๆที่ว่า แค่ได้แอบมองทุกวันแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจอยู่เรื่อยไป

 

.

.

 

วันนี้ควรจะเป็นอีกหนึ่งวันแสนธรรมดาที่เขาเป็นเวรบรรณารักษ์ห้องสมุด.. ติดตรงที่ขณะกำลังเรียงหนังสือเข้าชั้นก็พลันได้ยินเสียงแหบเล็กเป็นเอกลักษณ์ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนต้องแอบมองระหว่างช่องว่างเล็กๆของชั้นวาง

ชิท! นั่นทอม!

ต้นเหตุเสียงหัวใจที่เต้นรัวในตอนนี้อยู่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งชั้นหนังสือกั้น เขาไม่เคยอยู่ใกล้ทอมมากขนาดนี้ในชีวิต และนั่นทำให้เขากำลังจะเสียสติ

ขายาวถอยกลับหวังจะไปตั้งหลัก แต่ดูจะผิดจังหวะเมื่อดันชนเข้ากับชั้นด้านหลังจนหนังสือพากันร่วงลงมาดังสนั่น

 

“เฮ้ย!? เป็นอะไรรึเปล่า!?”

“ผ.. ผมโอเค”

 

คิดว่าคงจะตายไปแล้วจริงๆ ตอนที่อีกฝ่ายรีบร้อนวิ่งเข้ามาช่วงดึงตัวเขาที่กำลังนั่งตะลึงงันอยู่บนพื้น อาการประหม่าทำให้หลุบสายตาลงต่ำ มองรองเท้าตัวเองจนแทบทะลุ เคยแอบหวังเอาไว้ลึกที่สุดของใจว่าอาจมีปาฏิหาริย์ให้วันหนึ่งได้ใกล้ชิดกับทอม เหมือนพระเจ้าเพิ่งจะรับรู้แล้วแกล้งปามันใส่ตรงหน้าแรงๆจนตั้งรับไม่ทัน

 

“นาย เป็นบรรณารักษ์งั้นเหรอ?”

“ใช่..”

ไม่แปลกที่ทอมร้องห๊ะออกมา แม้แต่ตัวเองยังแทบไม่ได้ยินเสียงที่พูดไปเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่นานใบหน้าน่ารักนั้นก็คลายความสงสัย เมื่อสังเกตเห็นบัตรประจำตัวที่ติดบนเสื้อ

 

“คือฉันต้องทำรายงานซ่อมวิชาประวัติศาสตร์น่ะ.. นายพอจะช่วยแนะนำหนังสือหน่อยได้ไหม?”

 

.

.

 

และหลังจากวันนั้น ระยะห่างของเขากับ ทอม ฮอลแลนด์ ก็สั้นขึ้นมาอีกนิดหน่อย

 

 

To be continue someday on October

Fictober #3 Bicep

Fictober

#3 Bicep

Paring : Harrison Osterfield x Tom Holland

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

ณ ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ภายใต้ความแห้งแล้งยังคงเหลือความอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำสายใหญ่ ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนแถบนี้

ตระกูลออสเตอร์ฟิลด์ปกครองเมืองทางตอนเหนือมาหลายชั่วอายุคนด้วยความเที่ยงธรรม ประชาชนต่างอยู่กันอย่างผาสุก และยกย่อง สวามิภักดิ์ให้เป็นผู้ครองแคว้น แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์ ลูกชายคนโต เป็นความหวังของทุกคนว่าจะสามารถสานต่อหน้าที่อันสำคัญนี้ต่อจากผู้เป็นบิดา

นอกจากนี้พวกเขายังมีสัมพันธ์อันดีต่อตระกูลฮอลแลนด์ที่ปกครองเมืองอีกฝั่งทางตอนใต้ เนื่องด้วยติดต่อทำการค้ามาเป็นเวลานาน

ปัญหาอยู่ที่ว่าระยะหลัง ฝั่งฮอลแลนด์เริ่มมีลูกค้ารายใหญ่ที่ล่องเรือจากแดนไกลมาทางทะเล การจะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตให้แน่นแฟ้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ..

 

ในตอนแรกแฮร์ริสันออกจะเห็นใจน้องสาวของตนอยู่ไม่น้อยที่ต้องเข้าพิธีดูตัวกับหนุ่มต่างเมือง ทุกอย่างมีขั้นตอนเป็นการเป็นงานวุ่นวาย จนพวกเขาแทบจะไม่ได้เจอหน้าทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกัน พอสบโอกาสได้ไถ่ถาม อาการเขินอาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเมื่อเขาเริ่มจะซักมากไปดูจะเป็นคำตอบได้อย่างดีว่า คงจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

และตารางต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองวันนี้ คือ การล่องเรือชมแม่น้ำ ตัวเขาที่ไม่มีหน้าที่อะไรก็ถูกสั่งให้เป็นยามเฝ้าวังไปตามระเบียบ

ทุกอย่างดูปกติเป็นที่สุด ไม่ว่าจะทหารองครักษ์ที่ทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างดี เหล่าสาวใช้ทำความสะอาดกันอย่างขันแข็ง และแม่ครัวที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารค่ำมื้อใหญ่อีกวันหนึ่ง

กลิ่นหอมหวนลอยไปทั่วจนชวนให้ท้องร้อง เขาแอบย่องเข้าไปในห้องอาหารเล็กที่มีกับข้าวบางอย่างวางเตรียมไว้รอเสิร์ฟ มือที่กำลังจะแอบหยิบผลไม้ในจานชะงักทันทีเมื่อดันมีอีกมือจากใต้โต๊ะคว้ามันไปก่อนต่อหน้าต่อตา

 

“เฮ้ย!!?”

 

สองเสียงประสานกัน พร้อมๆกับเสียงวัตถุกระแทกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งเดาได้ไม่ยากเมื่อบุคคลปริศนาด้านใต้ค่อยๆโผล่หน้าออกมาพลางลูบหัวตัวเองป้อยๆ เพราะรู้ตัวดีว่าหลบต่อไปก็ไม่มีประโยชน์

 

“นายเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง?” เสียงทุ้มกดต่ำด้วยไม่อยากทำให้ผู้คนพากันแตกตื่น รีบแตะมือไปที่มีดพกข้างลำตัวเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดการต่อสู้

“ใจเย็นน่า ฉันมันแค่โจรจากสลัม อยากจะขออาหารเหลือจากคนรวยบ้างไม่ได้หรือไง”

อีกฝ่ายยกสองแขนขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ รอยสักรูปตัวอักษรโบราณบนกล้ามเนื้อต้นแขนเตะตาเขาตั้งแต่วินาทีแรก ใบหน้าหวานถูกปิดบังจากผ้าคลุมขาว ทำให้เห็นเพียงแค่ดวงตากลมๆสีน้ำตาล เช่นเดียวกับผมของเจ้าตัว แค่ดูห่างๆยังรู้ว่าเนื้อผ้านี้คงไม่ใช่ราคาถูกๆ ไหนจะรองเท้าเดินทางที่ทำมาจากหนัง แถมยังแอบเข้ามาได้ถึงวังชั้นใน..

ดูแบบนี้ยังไงก็ไม่ใช่โจรกระจอกแน่..

 

“ถอดผ้าคลุมออก”

 

ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะไปยังคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามช้าๆอย่างหยั่งเชิง เป็นไปตามคาดเมื่อเด็กหนุ่มถอยห่างออกไปตามเขาเช่นกัน และขณะที่เอื้อมมือจะไปกระชากผ้าคลุมเจ้าปัญหานั้น เสียงวัตถุผ่านอากาศก็ลอยมาจากมีดพับที่ถูกขว้างออกไปปักผนังอีกด้านโดยคนตรงหน้า เฉียดแก้มเขาเพียงคืบ ร่างเล็กอาศัยจังหวะทีเผลอที่เขาหันไปมองพุ่งตัวหนีไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว แฮร์ริสันรีบตามไปแต่ไม่ทันเสียแล้ว ใช้เวลาค่อนชั่วโมงค้นหาในสวนก็พบเพียงความว่างเปล่า จนต้องสบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย

 

 

หมอนั่นเป็นใครกันนะ!!?

 

 

 

To be continue someday on October

 

Fictober #2 Elementary

Fictober

#2 Elementary

Paring : Harrison Osterfield x Tom Holland

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

ทอม ฮอลแลนด์ กำลังเหยียดกายบนโซฟา มีเพียงผมชี้ๆโผล่พ้นกองหมอนอิงใบใหญ่ สายตาจับจ้องไปที่โทรศัพท์ในมือ ท่าทางแบบนี้ถ้าหากอยู่ที่บ้านล่ะก็ จะต้องโดนคุณแม่ของเขาเอ็ดเอาชุดใหญ่ข้อหาทำตัวขี้เกียจแน่ๆ แต่จะว่าไปมันก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาเองเพิ่งจะได้หยุดหลังจากไปถ่ายภาพยนตร์ในป่าติดกันตั้งหลายวัน นี่เป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะพักผ่อนที่สุด

 

“ข้าวเย็นเสร็จแล้วนะ จะกินเลย หรือจะอาบน้ำก่อน”

น้ำเสียงคุ้นเคยดังออกมาจากห้องครัวก่อนตัว เขากดหยุดเกมชั่วคราว เหลือบตามองร่างสูงที่ยืนอยู่อีกด้านโดยไม่แม้แต่จะขยับตัว

“วันนี้มีอะไรกิน”

“เสต็กเนื้อ คาโบนาร่า สลัดผลไม้ อ้อ จะเปิดไวน์ด้วยมั้ยล่ะ”

ได้ยินคำตอบที่ชวนให้พอใจแล้วก็ขยับตัวเปลี่ยนมานอนเท้าคาง “หัดเป็นพ่อครัวใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“เรื่องพื้นๆน่ะฮอลแลนด์”

 

ท่าทางยักไหล่กวนๆบวกกับสีหน้ามั่นใจเกินจริงทำเอาทอมเปรยยิ้มขบขัน

นั่นกลายเป็นคำพูดติดปากของแฮร์ริสันไปเสียแล้ว

 

 

.

.

 

 

“แฮซซ่า เมื่อวันก่อนนายซื้อลาเต้จากร้านไหนนะ ที่มันไม่ค่อยหวานดีน่ะ”

“อ้อ ออกจากยิมแล้วเลี้ยวซ้าย บล็อกที่สอง ร้านสีน้ำเงิน”

“แต้งค์กิ้ว” ยิ้มร่า ก่อนจะคว้ากุญแจรถออกไป

“แค่ร้านกาแฟที่กินอยู่บ่อยๆพี่ควรจะจำได้บ้างนะ”

“ยุ่งน่ะแฮร์รี่” ไม่วายโผล่หน้ามาต่อปากต่อคำคนที่นั่งอ่านแม็กกาซีนอยู่ในห้องนั่งเล่นก่อนไป เรียกให้คนอยู่ฝ่ายกลางส่ายศีรษะ

 

“เรื่องพื้นๆน่ะ ฉันจำเก่งอยู่แล้ว”

 

พูดอีกแล้ว… แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบหรอกนะ..

 

 

.

.

 

 

ทอมอยู่บนโซฟาตัวเดิมกับเมื่ออาทิตย์ก่อน ต่างก็ตรงที่ไม่ได้นอนเล่นอย่างสบายใจเหมือนเคย อาการไอจากไข้หวัดทำให้ยกมือป้องปาก สบถเบาๆอย่างหงุดหงิดเมื่อร่างกายหนักอึ้ง แม้แต่จะขยับแขนยังลำบาก สมองมึนเบลอจนไม่รู้ว่ามีคนเดินมานั่งลงอยู่บนพื้นข้างๆ เพิ่งจะรู้ตัวก็ตอนมือเย็นๆนั้นแตะวัดไข้ที่หน้าผาก

 

“ยังตัวร้อนอยู่นะ ลุกขึ้นมากินยาก่อน”

เขาครางรับในลำคอแทนคำตอบ ขยับตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆโดยมีมือใหญ่ช่วยประคอง จะหันไปหยิบแก้วน้ำกับยา แต่อีกคนกลับยื่นมาป้อนให้ถึงริมฝีปาก ด้วยตอนนี้ที่ไม่มีแรงจะเถียง หรือขัดขืนจึงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย เตรียมใจว่าถ้าหายเมื่อไหร่คงโดนล้อเรื่องนี้ไปอีกสักพักทีเดียว

 

“กลับไปนอนที่ห้องไหวไหม”

“ไม่ไหว จะอุ้มเหรอ”

แฮร์ริสันหัวเราะ เคาะศีรษะเขาเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว พลางช่วยดึงผ้าห่มให้ชิดคอขณะเขาเอนตัวลงนอนอีกครั้ง

“เรื่องพื้นๆน่ะ อย่าท้าฉันนะทอม นายไม่อยากโดนเจ้าแฮร์รี่มันล้อเอาแน่”

“อะไรๆก็เป็นเรื่องพื้นๆสำหรับนายไปหมด ชักจะเก่งเกินไปแล้วนะ คุณแฮร์ริสัน” กล่าวแซวทั้งรอยยิ้ม พิษไข้กับยากำลังออกฤทธิ์ตีกันมั่วจนทุกอย่างเริ่มพร่ามัว เห็นเพียงภาพลางๆตอนแฮร์ริสันโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู

 

 

“สำหรับนายฉันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว”

 

 

และคงกำลังฝันอยู่ตอนที่สัมผัสของปลายจมูกกดลงข้างแก้ม

ถึงแม้ถ้าตื่นมาแล้วอาการจะไม่ดีขึ้น อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตัวเองฝันดีทีเดียว..

 

 

 

END