(HazAsaTom)Crave You

Crave you

Paring : Harrison x Asa, Harrison x Tom

Song :

Flight Facilities – Crave You

Note :

– ได้แรงบันดาลใจมากจากโมเมนท์ของทุ่งกาว ช่วงที่ผ่านมานู้นนน กับสตอรี่ของคุณเขา แต่เพิ่งเขียนเสร็จค่ะ ฮา

– อิมเมจน้องเอซ่าจะไม่ตรงกับปัจจุบันเท่าไหร่ แต่เราชอบตอนที่น้องผมยาวๆเลยเอามาใช้ในฟิคนี้ค่ะ

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

Why can’t you want me like the other boys do?

They stare at me while I stare at you.

 

 

เอซ่าจิบเครื่องดื่มในมือ ปรายตามองเด็กหนุ่มที่กำลังสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนอีกมุมหนึ่งของร้าน บีทหนักของดนตรี กับแสงสลัวๆของร้านชวนให้ดูได้ยากว่าใครเป็นใคร แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เพราะต่อให้เดินสวนกันเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังจำใบหน้าโดดเด่นรับกับเส้นผมสีบลอนด์ได้อย่างแม่นยำ

 

แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์

 

เสียงโห่ร้องดังขึ้นทันทีเมื่อคนที่เป็นจุดรวมสายตาของเขาตอนนี้กระดกวิสกี้เข้าไปกว่าครึ่งขวดตามคำท้าทาย ธนบัตรปลิวว่อน แสงไฟวูบวาบ หยดของเหลวหกกระจายเต็มพื้น ภาพเหล่านั้นถูกบันทึก และแชร์สู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ยอดคนเข้าดูปาไปหลักร้อยทั้งที่เพิ่งอัพโหลดได้ไม่กี่นาที เขาหัวเราะเบาๆให้กับสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอพลางคว่ำมือถือลง

 

“เจ้าพวกนั้นเล่นอะไรกันน่ะ?”

“ไม่รู้สิ คงไร้สาระอีกตามเคย” กล่าวตอบเสียงเนือยพลางฟุบศีรษะซบลงกับโต๊ะบาร์ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของคนข้างๆ มือใหญ่เลื่อนมาลูบเส้นผมเขา โน้มลงกระซิบอ่อนโยน

“เป็นอะไร เบื่อแล้วเหรอ? ไม่เข้าไปร่วมวงกับเพื่อนๆนายด้วยล่ะ?”

 

 

ก็ไม่ได้รู้จัก ทุกคน ..

 

 

“เดี๋ยวมานะ”

เขาลุกขึ้นตามพระเอกของงานที่ตอนนี้เดินโซซัดโซเซไปนอกร้านโดยมีเพื่อนอีกสองสามคนตามไปติดๆ โผล่พ้นจากประตูไม่ทันไร เจ้าตัวก็ถลาไปกอดเอารั้วฟุตบาท ก่อนจะค่อยๆไถลตัวเองนั่งลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางเสียงโอดครวญจากเด็กหนุ่มที่เหลือ ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่อาการหนักจนอาเจียนออกมาให้ได้วุ่นวายกว่าเดิม

 

“กูบอกมึงแล้วว่าอย่าไปแกล้งมัน!”

“กูเปล่า! มึงเลย”

“เฮ้ย เอซ่า มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ดีแล้ว มาช่วยกันแบกมันขึ้นแท็กซี่ที!”

จากที่ตอนแรกกะว่าจะเฉียดเข้าไปดูสถานการณ์ แต่กลับถูกหนึ่งในนั้นร้องทักขึ้นมาทันทีจนต้องเลิกคิ้วให้แทนคำโบ้ยนั้น ทว่าดูจากสภาพจะไม่ช่วยก็คงจะแล้งน้ำใจเกินไป

“ฉันจะกลับแล้วเหมือนกันเดี๋ยวนั่งไปส่งให้ก็ได้ ฝากบอก ‘เขา’ ด้วยแล้วกัน”

 

 

.

.

 

 

เอซ่าโบกมือให้กับคนที่ยืนส่งอยู่ริมถนน บอกทางคนขับเรียบร้อยถึงได้หันไปเห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ผิวขาวขึ้นสีจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทรงผมที่มักจะถูกเซ็ตให้ดูดีเสมอตอนนี้ยุ่งเหยิง ห้ามใจตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปสัมผัสมัน จนกระทั่งไหล่กว้างนั้นไหวน้อยๆถึงได้รู้ตัวว่าเผลอตัวเอื้อมมือไปหากรอบหน้าเรียวจนระยะห่างเหลือเพียงแค่คืบ

 

“อืม.. อย่า อย่าถ่ายคลิปนะเว้ย พวกมึง..”

ไม่ทันแล้ว.. ในใจเขาอยากจะตอบ ติดอยู่ที่ต้องพยายามกลั้นหัวเราะเสียแทบแย่

เขาเขย่าร่างสูงเบาๆอีกครั้ง หากแต่แพขนตานั้นยังคงเรียงตัวสวยปิดสนิท พอแน่ใจได้ว่ามันเป็นแค่เสียงละเมอ ถึงได้ถอนหายใจออกมา

 

 

“เดี๋ยวทอมเห็นกูซวยแน่..”

 

ชื่อของใครคนหนึ่งหลุดออกมาทำเอาเอซ่าชะงักไป

ใครคนนั้นที่แอบเฝ้าติดตามอยู่เสมอ เพียงเพื่อจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของอีกคนหนึ่งซึ่งตอนนี้กลายมาอยู่บนรถคันเดียวกันกับเขา

เวลาผ่านมานานมากแล้ว จากวันที่หน้าฟีดแอพพลิเคชั่นแสดงรูป ‘คนสำคัญ’ ของ ทอม ฮอลแลนด์ คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ชื่อแฮร์ริสันมักจะถูกส่งผ่านบทสนทนาระหว่างเพื่อนๆเขาเสมอ นึกแปลกใจตั้งแต่ครั้งแรก จนมาเจอตัวจริงเข้าในปาร์ตี้คืนหนึ่ง แต่ก็อย่างที่เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันมากไปกว่า ‘เพื่อนของเพื่อน’ และเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรในคนคนนี้มากมายเท่าไรนัก

 

 

ใช่แล้ว.. มันควรจะเป็นแบบนั้น

 

 

ติดตรงที่ว่าทุกครั้งที่เดินผ่านจนไหล่แทบจะชนกัน ทุกครั้งที่ได้บังเอิญประสานสายตาจนแน่ใจว่าเห็นภาพของตัวเองสะท้อนอยู่ในห้วงทะเลสีเขียวอมฟ้านั้น แต่ทุกอย่างก็หยุดอยู่แค่นั้น

แฮร์ริสันไม่ได้สนใจเขาเลย การกระทำทุกอย่างแสดงออกชัดเจนว่าคนที่เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวคือใคร

 

ชัดเจนเสียจนชวนให้ในอกปวดหนึบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

 

“รักเขามากเลยเหรอ..”

 

 

ไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา หน้าจอแสดงรูปคนที่ถูกเอ่ยถึงอยู่ราวกับรู้ทัน แต่ไม่มากพอจะเรียกสติจากคนที่กำลังมึนเมาอยู่ได้ และไวกว่าความคิดเขาคว้ามันขึ้นมา..

 

‘แฮร์ริสัน?’ ปลายสายเอ่ยย้ำอย่างไม่มั่นใจ เมื่อไม่มีการตอบรับใดๆนอกจากเสียงเบาๆจากเครื่องปรับอากาศ

“เขาหลับอยู่” คราวนี้อีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบไปแทน จงใจตอบไปแค่สั้นๆให้แคลงใจเล่น แม้รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความรู้สึกราวกับได้ถือไพ่เหนือกว่าเพียงชั่วครู่

“แฮร์ริสันเมามาก เพื่อนเขาเลยฝากมาส่ง”

‘อ้อ..’

 

‘ปลุกให้หน่อยได้มั้ย อยากคุยด้วย’

แค่นยิ้มกับคำขอแกมบังคับนั้น มือบางสะกิดคนข้างตัวแรงกว่าในครั้งแรกนิดหน่อยพร้อมแนบโทรศัพท์ชิดริมใบหู แฮร์ริสันขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้ม กล่าวตอบปลายสายอย่างนุ่มนวลแม้จะยังหลับตาอยู่

 

“ไม่ได้เมาสักหน่อย.. แค่ง่วงนอน”

“หืมม์? คิดถึงสิ มากๆเลย”

ริมฝีปากบางเม้มแน่น ทอม ฮอลแลนด์ จงใจจะเล่นเกมกับเขาแม้จะยังไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม เดินหมากอย่างเยียบเย็นสะกิดให้รับรู้ถึงเขตแดนที่ขีดเอาไว้ไม่ให้ล้ำเส้น

“ให้พูดตอนนี้เหรอ..”

เอซ่าเบือนหน้าหนี จ้องมองท้องถนนร้างผู้คนของย่านพักอาศัยที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจ

 

 

“รักนายนะ ทอม..”

 

 

Why can’t I keep you safe as my own?

One moment I have you the next you are gone

 

 

รถแท็กซี่ขับออกไปแล้ว เหลือเพียงเขากับคนที่กลับมาหลับเป็นตายอีกครั้งหลังจากวางหู เอซ่าพยุงร่างอีกฝ่ายขึ้นมาด้านบนอพาร์ทเมนท์อย่างทุลักทุเล เป็นไปตามที่คาดไม่มีผิดถึงได้ถามที่อยู่เตรียมไว้แล้ว เขาสบถอย่างหัวเสียขณะควานหากุญแจห้องจากกระเป๋ากางเกงของเจ้าตัว พลางใช้เท้าดันให้ประตูเปิดออก เมื่อเข้าไปได้ถึงปล่อยร่างหนักๆลงบนโซฟาห้องรับแขก ดวงตาสีสวยลอบสังเกตรอบกาย ฟิกเกอร์ และโปสเตอร์ต่างๆเกี่ยวกับสไปเดอร์แมน รวมถึงภาพยนตร์อื่นๆที่เคยแสดงมีให้เห็นแทบจะทุกมุม ไหนจะแจ็คเก็ตสองสามตัวที่ยังวางพาดบนเก้าอี้ ทิ้งกลิ่นอายของเจ้าของห้องเอาไว้ แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่นี่

ทุกอย่างในห้องนี้เป็นของ ทอม ฮอลแลนด์.. รวมถึงคนที่อยู่บนโซฟาก็เช่นกัน

 

 

นั่นมัน.. น่าหงุดหงิดชะมัด..

 

 

เขานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันนั้น ช่วงขาแนบชิดกันกับอีกฝ่ายด้วยพื้นที่เหลืออยู่จำกัด เทียบกับเวลาไม่กี่วินาทีที่เคยสบตากัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พิจารณาใบหน้าของแฮร์ริสันชัดๆ

 

คนที่นอนอยู่เริ่มขยับตัวอีกครั้ง แขนยาวปัดป่ายไปถูกตัวเอซ่า เป็นการเรียกสติน้อยๆในตัวว่าไม่ได้อยู่คนเดียวภายในห้อง แฮร์ริสันฝืนเปิดเปลือกตาหนักมองเด็กหนุ่มปริศนา และที่ติดตาแม้สติจะถูกหักล้างไปกว่าครึ่งด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คือใบหน้าสวยที่เด่นชัดแม้อยู่ในความมืด

 

“เฮ้ ขอโทษที สัญญาคราวหน้าจะไม่เมาแบบนี้อีก”

“นายรู้ไหมว่าฉันแบกนายขึ้นแท็กซี่มาถึงที่นี่”

คนถูกกล่าวหายังคงหัวเราะเบา ไม่ได้ขัดขืน หรือหลีกหนีอะไรขณะเขาขยับโน้มกายลงใกล้จนหน้าผากแทบจะติดกัน และเชื่อแล้วว่าคงจะเมามากจริงๆ มือใหญ่ถึงได้แตะลงที่กลางหลัง ไล่ลงมาสะโพกเขาอย่างหมิ่นเหม่

 

ดูท่าคงจะทำแบบนี้จนเคยมือ.. น่าเสียดายที่วันนี้เขาไม่ใช่ ทอม ฮอลแลนด์..

 

“อย่างนั้นเหรอ ฉันควรจะไถ่โทษยังไงดี..?”

 

เอซ่ายิ้ม ก้มลงมอบจูบลงไปบนริมฝีปากนั้น มืออีกข้างของแฮร์ริสันเลื่อนมาแตะท้ายทอยเขาให้รับรสจูบที่ร้อนแรงยิ่งกว่าคราแรก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคงจะไปไกลกว่านั้น หากแต่จังหวะที่ได้ผละออกมาหยุดพักหายใจ ร่างด้านใต้กลับนิ่งไป แก้วตาฟ้าใสหลุบมองดวงตาอีกคู่ทิ่ปิดสนิท พร้อมกับแผ่นอกสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะ ความนิ่งงันพาให้สมองเริ่มประมวลผลถึงการกระทำเผลอไผลอย่างไม่น่าให้อภัย.. เขาสบถ รีบคว้าเสื้อโค้ท และออกมาจากที่ตรงนั้น

 

 

นี่เขาทำอะไรลงไปนะ

 

 

Rehearsed steps on an empty stage

That boy’s got my heart in a silver cage

 

 

.

.

 

 

เอซ่ามาร้านเดิมกับเพื่อนๆในอีกหลายวันต่อมา ถอนหายใจขณะเลื่อนดูจอโทรศัพท์ คลิปเลื่องชื่อในคืนนั้นถูกลบออกอย่างรวดเร็ว คาดว่าพอเจ้าตัวตื่นมาเจอคงรีบร้อนขอโทรไปขอให้ลบออกเสียยกใหญ่ นึกขำเมื่อพอจะเดาท่าทางร้อนรนนั้นออกแม้จะไม่ได้เห็นมัน จนกระทั่งคนที่เป็นเจ้าของตัวจริงกลับมา อัพเดทเรื่องราวต่างๆราวกับจะประกาศให้โลกรู้ แน่นอนคงรวมถึงเขาด้วย มือบางเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง เอนศีรษะพิงกับกำแพงด้านหลัง ตกอยู่ในห้วงความคิดท่ามกลางอากาศเย็นๆปนกลิ่นควันบุหรี่จางๆจากผู้คนที่มาออกันด้านนอกร้าน ก่อนจะเงยหน้ามองตามรถยนต์ที่เพิ่งมาจอดเทียบตรงฟุตบาท แต่นั่นไม่ดึงดูดความสนใจเท่าสองคนที่ลงมาจากรถ

 

แฮร์ริสัน กับทอม..

 

 

Let’s just stop and think, before I lose face

Surely I can’t fall, into a game of chase

 

 

“อย่าเมาเละเหมือนคราวที่แล้วอีกล่ะ..” ทอมกล่าว หรี่ตามองอาการยิ้มแย้มเกินความจำเป็น ไม่วายยังยื่นมือมาตบบ่าย้ำเขาเบาๆ

“เป็นห่วงก็มาด้วยกันสิ”

“จะบ้าเหรอ พรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้า”

“อืม นั่นสินะ”

ประโยคติดจะแผ่วลงในตอนท้าย บวกกับท่าทางหางลู่หูตกแบบนั้น ยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดในใจขึ้นมาทันควันแม้จะไม่ใช่ความผิดใครเลยก็ตาม ดวงตาสีน้ำตาลเสมองไปทางอื่นขณะกำลังครุ่นคิดว่าควรจะพูดอะไรไม่ให้สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนใจมากกว่านี้ พลันสายตาไปสะดุดกับร่างผอมบางที่ยืนอยู่หน้าร้าน.. ท่าทางที่แค่ยืนเฉยๆแต่ก็ยังเป็นจุดเด่นได้ขนาดนั้น ชวนให้ติดใจสงสัยถึงใครบางคนที่ไม่น่าจะลืม แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

 

“ทอม..?”

“งั้นไปแล้วนะ ถึงบ้านแล้วโทรหาด้วย” เขากล่าวตัดบทให้กับตัวเอง รวมถึงสิ่งที่อยู่ในใจ แฮร์ริสันเดินตามมาส่งทางฝั่งคนขับ เตรียมจะปิดประตูรถให้ หากแต่ทอมดึงแขนอีกฝ่ายให้โน้มตัวลงมา ประทับริมฝีปากแผ่วเบา คนด้านบนเปรยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะจูบตอบทั้งอย่างนั้น

 

“คิดถึงนะ.. ไปทำงานแล้วรีบกลับมาไวๆล่ะ”

“อืม.. คิดถึงเหมือนกัน”

 

 

I try to reach out, but he’s in his own world

I simply want him more because he looks the other way

 

 

.

.

 

 

บรรยากาศคืนวันนี้สนุกสนานเหมือนเคย แฮร์ริสันไล่ชนแก้วกลับกลุ่มเพื่อนรอบวง เครื่องดื่มราคาแพงถูกส่งผ่านลำคอแก้วแล้วแก้วเล่าจนเลิกนับจำนวน เป็นแบบนี้แทบทุกวันราวกับฉายภาพยนตร์ซ้ำ

“วันนี้เพลาๆลงหน่อยนะคุณชาย กูไม่อยากลำบากวานใครไปส่งมึงอีก” แฮร์ริสันเลิกคิ้ว ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ครั้งก่อน ทุกอย่างเรือนรางเสียจนแทบจำอะไรไม่ได้ พยายามไล่เรียงเหตุการณ์ เริ่มจาก รถแท็กซี่ โทรศัพท์ ใครบางคนเจ้าของดวงตาสีฟ้าสว่างดูไม่คุ้นเคยพาเขาขึ้นมาบนห้อง และหลังจากนั้น..

เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดเมื่อดันเผลอนึกอะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้ออกมา

“เออ ใครไปส่งกูวะ?”

“อ้าว! ก็..”

เสียงคีย์สูงของดนตรีดังขึ้นขัดจังหวะกะทันหัน พร้อมๆกับดีเจหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาบนบูทเครื่องเสียงดึงดูดความสนใจของทั้งสองจนลืมเรื่องที่คุยกันไปชั่วขณะ

 

ใช่.. มันสนุกสนานเสียจน รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินโซเซไปห้องน้ำ ยังดีที่คราวนี้ยังพอครองสติได้บ้าง แม้จะเผลอปล่อยขวดแก้วในมือหล่นลงพื้นจนมันแตกกระจายไปทั่ว

“เฮ้ย! ระวังหน่อยสิวะ!”

ชายหนุ่มร่างยักษ์สบถอย่างหัวเสียขณะหลบเท้าจากเศษแก้วที่กระเด็นมา แฮร์ริสันกล่าวขอโทษพลางยิ้มแห้งๆ คิดกับตัวเองว่าจะนั่งพักสักครู่ แต่พอเริ่มมองลายกระเบื้องที่ประดับประดาบนเสาหมุนคว้าง จึงเห็นจะท่าไม่ดีจนต้องทุลักทุเลผลักประตูด้านหลังออกไปนอกร้าน

ตรอกว่างเปล่าไร้ผู้คนพอจะช่วยเพิ่มอ็อกซิเจนเข้าปอดได้บ้าง ถ้าไม่นับกลิ่นอับจางๆจากท่อน้ำ ทว่าดีกว่าความอุดอู้ข้างในมากนัก อาการแบบนี้ถ้าได้นิโคตินสักนิดน่าจะดีขึ้น เขาคิดขณะหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง และสบถออกมาเมื่อเป็นไปตามคาดว่าไลท์เตอร์ที่ควรจะอยู่ในกระเป๋ามักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสมอในเวลาที่ต้องการเช่นนี้

 

“อยากได้ไฟเหรอ?” เขาหันไปยังต้นเสียง แสงไฟสลัว และความมึนเมาทำให้มองไม่ถนัดนัก รู้ตัวอีกทีเด็กหนุ่มคนนั้นก็มายืนอยู่ตรงหน้า ควันจางๆถูกปล่อยออกมาจากอีกฝ่าย แม้จะพยายามเบี่ยงตัวออกก็ยังได้กลิ่นลอยมาเตะจมูกอยู่ดี..

กลิ่นนี่มัน.. ยี่ห้ออะไรกันนะ..?

ครั้นจะเอ่ยปากทักทาย แต่กลับต้องหยุดลงเมื่อนิ้วเรียวจับมวนบุหรี่ของตนที่ยังคาบไว้ให้ปลายไฟต่อกัน ทุกอย่างเงียบงันเสียจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีจากนาฬิกาข้อมือ

 

“เอ่อ ขอบใจ” กล่าวแก้เก้อ แต่กลับได้รับเพียงรอยยิ้มแทนคำตอบ

“รู้ไหมว่าฉันไม่ต่อบุหรี่ให้ใครฟรีๆหรอกนะ..”

 

กล่าวจบ ริมฝีปากบางสวยนั้นก็บดเบียดลงมาก่อนที่จะทันได้พูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ บุหรี่ทั้งสองมวนถูกทิ้งลงพื้น เมื่อเจ้าของมันต่างพอใจจะแลกนิโคตินให้แก่กันผ่านปลายลิ้นแทน แน่นอนว่าเขาตกใจ ทว่าอีกด้านของหัวใจที่เต้นระรัวสั่งให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป จนกระทั่งใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่แสนสำคัญพลันปรากฏขึ้นมาแทรกกลางความสับสนวุ่นวายในใจของแฮร์ริสัน

“เดี๋ยว!” รีบคว้าหยุดมือที่กำลังจะเลื่อนไปโอบเอวเขา ครั้นพยายามจะคุมสติมองให้ชัดว่าคนตรงหน้าคือใคร ทุกอย่างกลับพลันมืดสนิท เมื่อถูกมืออีกข้างตรงเข้ามาปิดตาเอาไว้

 

“เฮ้!?”

“นายมีแฟนอยู่แล้ว ฉันรู้”

“โอเค.. นายรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังจู่โจมฉัน?”

คราวนี้กลับกลายเป็นเงียบสนิท.. ได้ยินราวกับเสียงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอเขาขาดห้วงไปช่วงหนึ่ง

 

 

“ฉันขอโทษนะ แต่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม.. ได้โปรด อย่าลืมตาขึ้นมาตอนฉันไป..”

แฮร์ริสันเงียบไปอึดใจ จู่ๆก็โดนรุกจูบเข้าจนมุมแบบนี้เป็นใครล่ะจะไม่อยากรู้ ทว่าพอได้ฟังน้ำเสียงที่แม้แต่คนเมาอย่างเขายังจับได้ว่ามันสั่นแค่ไหนก็ทำให้พาลใจอ่อนขึ้นมาจนสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง

เมื่อได้รับคำตอบ ความอบอุ่นที่เคยอยู่บนดวงตาก็ค่อยๆคลายออกไป แขนเรียวดึงตัวเองกลับไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกำลังรั้งรอให้นานที่สุด สัมผัสนิ่มลื่นบนฝ่ามือ ถึงแม้จะผ่านเนื้อผ้าแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาจินตนาการถึงท่อนแขนเรียวบางได้น้อยลง จนกระทั่งวินาทีที่สองมือแตะกัน เหลือระยะห่างอีกเพียงปลายนิ้ว และทุกสิ่งจะมลายหายไปตลอดกาล รวมถึงคนตรงหน้าด้วยเช่นกัน.. ไวเท่าความคิด เขารีบคว้ามันเอาไว้ สร้างความประหลาดใจจนรู้สึกได้ถึงแรงสะดุ้งน้อยๆจากเจ้าของมือนั้น

 

“ฉันจะบอกนายไว้อย่างหนึ่ง คือฉันไม่ได้โกรธนาย..”

“………….”

“พอจะบอกได้ไหมว่านายเป็นใคร?”

ชั่วครู่ที่เหมือนได้ยินเสียงแค่นหัวเราะ ฝ่ามือเย็นลงกะทันหันเมื่ออุณหภูมิอบอุ่นที่เคยถ่ายเทให้แก่กันพลันหายไป ตามมาด้วยประโยคที่เบาเสียจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลมพัด

 

 

“นายไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

 

 

Why can’t you want me like the other boys do?

They stare at me while I crave you

 

It’s true I crave you

 

 

 

.

.

.

 

 

 

แฮร์ริสันเดินเข้ามาในสตูดิโอพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ไหนจะอุปกรณ์ประกอบฉากเล็กๆน้อยๆที่ถูกวานให้ถือมา ยังมิวายโดนเจ้าตัวดีเจ้าของกาแฟลาเต้หอมกรุ่นในมือเขาโบกมือเรียกหยอยๆจากอีกฝั่งให้เดินเข้าไปหา

 

“แฮซ มานี่เร็วฉันมีใครจะแนะนำให้รู้จัก” ทอมกล่าวอย่างร่าเริง ผายมือไปยังคนข้างๆ

เส้นผมดำขลับถูกเซ็ตให้ยุ่งเหยิงน้อยๆตามบทที่ต้องแสดงก่อนเข้าฉาก ใบหน้าหวานคล้ายเด็กผู้หญิง หากแต่กลับดูลงตัวเข้ากันกับอีกฝ่ายทั้งที่เป็นผู้ชาย เขามองลึกไปในม่านตาสีฟ้าจัดนั้นราวกับถูกดึงดูด ไม่ใช่ทางเสน่หา แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึก คุ้นเคย..

 

“ขอโทษนะ แต่เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่า?” คนถูกถามชะงัก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงเจื้อยแจ้วก็ดังแทรกขึ้นมาตอบแทน

“เราเคยแคสบทสไปเดอร์แมนด้วยกัน”

“อ้อ..” พยายามบอกตัวเองว่าในโลกนี้มีคนหน้าคล้ายกันถมไป และถ้าหากรู้จักกันจริงฝ่ายนั้นก็คงจะมีท่าทีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ยังทำให้ติดใจสงสัยคือ อีกฝ่ายยังคงไม่ได้ละสายตาออกไป เช่นเดียวกันกับเขา..

จนกลัวจะผิดสังเกต แฮร์ริสันไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พลางยื่นมือไปเป็นการทักทาย

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันแฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์”

 

มือเรียวเลื่อนมาสัมผัส ปลายนิ้วลูบผ่านฝ่ามือเขาก่อนจะกระชับแน่น แค่เสี้ยววินาที แต่ราวกับเกิดประกายไฟฟ้าอ่อนๆขึ้นมา

 

 

“เอซ่า บัตเตอร์ฟิลด์”

 

 

 

 

END

Advertisements

(HazTom)Super Far

Super Far

Paring : Harrison x Tom

Note : เป็นพล็อตที่อยากเขียนมานานมากๆ ตั้งแต่เริ่มชิปคู่นี้ แต่ไม่เคยเขียนจบเลย วันนี้จบแล้ว และรู้สึกว่ามันยาวเนอะ 5555 แต่ไม่อยากแบ่งตอน ก็เลยกลายเป็นแบบนี้ค่ะ ใครบังเอิญแวะเข้ามา ทักทาย ติชมกันได้นะค้า

 

 

::…………………………………………………………………………………………::

::……………………………………………::

::…………………….::

 

 

ไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนรักกับ ทอม ฮอลแลนด์ และเช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่า ทอม ฮอลแลนด์ ไม่เคยเป็นแค่เพื่อนสำหรับเขา กว่าจะยอมรับตัวเองได้ก็ใช้เวลาไปนานโขอยู่ จนกระทั่งทั้งพวกเขาต่างก็มีคนรัก จนกระทั่งทอมเข้าวงการอย่างเต็มตัว แต่ความรู้สึกคิดเกินเลยไปนั้นไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย

 

 

“ฉันเลิกกับแฟนแล้ว”

มันเป็นแค่วันหยุดธรรมดาระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ที่พวกเขานอนเอื่อยเฉื่อยกันอยู่ในบ้านพัก ทอมเอ่ยขึ้นมาขณะนอนหนุนตักเขาเล่นมือถือ ราวกับมันเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป อาการเหลือบตาขึ้นมามองเมื่อเห็นว่าเงียบไปนานนั้นเรียกสติให้รับคำในลำคอ

“อย่างนั้นหรือ” แฮร์ริสันจำไม่ได้ว่าตอบอะไรไปมากกว่านั้นหรือเปล่า รู้เพียงแต่เขารีบหันกลับไปสนใจหนังสือในมือต่อ พยายามซ่อนทั้งดวงตา และหัวใจที่สั่นไหวขณะนี้ไว้อย่างมิดชิด

อาจฟังดูแย่ที่รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ว่าโอกาสที่เคยหลุดลอยไปได้กลับมาอีกครั้ง

 

.

.
“แฮร์ริสัน นายเลิกกับแฟนแล้วหรือไง?”

“อ้อ.. ใช่ สักพักแล้ว”

“ไม่เห็นบอกกันเลย” ทอมทำหน้าบึ้ง จงใจเดินกระแทกผ่านหน้าทีวีที่เขากำลังดูไปกอดเข่าจุมปุ๊กอ่านบทอยู่อีกมุมของห้อง อาการคล้ายกับน้องสาวเขาตอนประถมไม่มีผิด

“เฮ้ ฉันขอโทษ ไม่ได้จะเป็นความลับอะไรหรอก แค่ไม่รู้จะหาจังหวะบอกตอนไหนดี” แฮร์ริสันกลั้นยิ้ม เมื่อเห็นว่าอีกคนยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัว ทั้งที่เขาเดินมานั่งลงข้างๆ

“ตอนไหนก็บอกได้ถ้าคิดจะบอก”

“ขอโทษ..”

เจอลูกอ้อนเข้าไป ทอม ฮอลแลนด์ก็เริ่มใจอ่อน เขารู้ดี ตอนที่แก้วตาสีน้ำตาลนั้นสะท้อนภาพเขา ขณะค่อยๆหันมาสบตา แต่สักพักก็ขยับตัวหันหลังให้ดังเดิม ผิดคาดเสียจนเกือบจะร้องเฮ้ยออกมา

 

“เพราะฉันหรือเปล่า?”

“ทอม..”

 

“ไม่ใช่เพราะนาย อย่าคิดมากน่า”

“ไม่ให้คิดได้ไง ก็ฉันมันเอาแต่ใจ ต้องให้นายออกจากลอนดอนมาตามดูแลทุกอย่าง ทุกเรื่อง”

ไปกันใหญ่แล้ว.. แฮร์ริสันร้องตะโกนในใจ หากทำได้เพียงโคลงศีรษะทุยๆนั้นเบาๆเป็นการปลอบโยน สไปเดอร์แมนขวัญใจของใครๆจู่ๆก็กลายร่างเป็นเด็กน้อยเสียอย่างนั้น แต่มันกลับทำให้เขาชอบใจ ยิ่งพอได้รู้ว่าได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นมุมเล็กๆนี้ ก็ทำเอาเผลออมยิ้มไป กอดปลอบไปแทบจะทุกที

“ฉันมาที่นี่เพราะเต็มใจเลือกเอง ไม่ใช่เพราะใครมาบังคับ ยกเว้นแต่ว่านายจะรำคาญฉันแล้ว” ทอมส่ายหัวดิก ดิ้นขยุกขยิกออกมาจากอ้อมกอดเขา เพียงเพื่อจะเงยหน้ามองเสียตาแป๋วอย่างกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจขนเสื้อผ้ากลับบ้านเสียตอนนี้

 

“อย่าเบื่อฉันนะ..”

 

นั่นคือคำพูดของเขาต่างหาก.. แล้วแบบนี้ จะให้คนอย่างแฮร์ริสันไปไหนรอดกันล่ะ

 

และถึง ทอม ฮอลแลนด์จะไม่พูดอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆ ทำตัวยุ่งวุ่นวาย แล้วจบท้ายด้วยส่งยิ้มน่ารักๆอย่างเคย แค่นั้นเขาก็ไม่เคยไปไหนได้สักที

 

แต่โชคชะตาก็ไม่เคยเข้าข้างคนอย่างเขาเลยสักนิด

 

.

.

 

แฮร์ริสันก้าวเข้ามาในร้านกาแฟ ใช้เวลาไม่นานก็มองเห็นคนที่นัดกันนั่งอยู่มุมในสุด เสื้อแขนยาวพร้อมกับหมวกฮู้ดที่ดึงลงมาเพื่ออำพรางนั้นดูจะไม่ช่วยอะไรเท่าไร ในเมื่อเจ้าตัวเล่นกดโทรศัพท์ไปหัวเราะคิกคักไปจนโต๊ะข้างๆต้องหันมองเป็นระยะ

 

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร” เอาบทละครที่ม้วนจนกลายเป็นไม้เบสบอล เคาะหัวไปเสียทีด้วยความหมั่นไส้ เจ้าตัวร้องโอดโอย แต่สีหน้ารื่นเริงนั้นยังไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังย้ายตัวเองมานั่งลงอีกฝั่งข้างๆกัน

“นายว่าคนนี้น่ารักมั้ย?”

 

เอาอีกแล้ว..

ลอบถอนหายใจพลางสไลด์รูปสาวน้อยคนหนึ่งที่ถูกส่งให้ดู พูดแสดงความคิดเห็นไปอย่างเคย ทั้งที่สมองไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ

หลังจากการเลิกราครั้งนั้น ทอมก็เดทกับคนอื่นๆไปเรื่อย ที่เลวร้ายก็คือมักจะนำเรื่องของพวกเธอมาปรึกษาเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ควรไปเจอดีไหม รุกต่อดีไหม หรือแม้แต่ ตีตัวออกห่างยังไงดี

 

“แล้วนายไม่คิดจะเดทกับใครบ้างเหรอ?”

แฮร์ริสันเลิกคิ้ว จ้องกลับเจ้าเด็กน้อยที่เอียงคอสงสัยราวกับกำลังรอคำตอบจากปัญหาโลกแตก บางครั้งก็เคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่าถ้าหากพูดออกไปว่า ‘นายยังไงล่ะที่ฉันอยากเดทด้วย’ คำตอบที่ได้รับจะเป็นอย่างไร บางทีมันอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางใดก็ตาม

 

“นายไม่ต้องมาเป็นห่วงฉันหรอก”

 

สุดท้ายสิ่งที่ทำก็คือการหลีกหนีจากความเป็นจริงเช่นทุกครั้งจนนึกสมเพชตัวเองในใจ

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้จังหวะพอดีที่แฮร์ริสันจะขอปลีกตัวออกไปปรับอารมณ์ด้านนอกร้าน ชื่อปลายสายที่โชว์บนหน้าจอทำเอาขมวดคิ้วอย่างผิดคาด ครู่หนึ่งเขาลังเล และความอยากรู้ก็เป็นฝ่ายชนะ

 

 

 

“เฮ้ โอเคหรือเปล่า?”

ฝ่ามือที่แตะลงบนไหล่เรียกให้สะดุ้งน้อยๆ สีหน้ากังวลถูกส่งมาอย่างชัดเจนเป็นการบอกกลายๆว่าเขาคงออกมานานเกินไป เมื่อรีบดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เห็นเข็มยาวเดินมาพอสมควรถึงได้เผลอสบถเบาๆไม่ให้คนที่อยู่ในสายได้ยิน

“เดี๋ยวโทรกลับ” แฮร์ริสันตัดจบสายไปเสียดื้อๆ กำลังจะคิดหาคำอธิบายดีๆต่อสถานการณ์นี้ แต่ทอมเร็วกว่าเสมอ

“ใครโทรมา?”

“เรื่องงานถ่ายแบบน่ะ ดีลกันไม่ลงตัวเท่าไหร่” ทอมครางรับในลำคอ แม้สายตาจะบอกชัดว่าไม่เชื่อเท่าไรนัก และเขาเองก็รู้ดี แต่พวกเขาเคารพกันและกันมากพอที่จะไม่ซักไซ้จนกว่าเจ้าตัวจะยอมเล่าออกมาเอง และต่างฝ่ายก็รู้ดีว่า คงไม่ใช่วันนี้..

 

.

.

 

หลังจากได้พักผ่อนในวันหยุดเต็มที่ สัปดาห์ของการถ่ายทำเล่นเอาสาหัส อย่าว่าแต่จะให้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาคุยกันไม่ถึงสิบประโยคต่อวันด้วยซ้ำ ทุกสิ่งวนลูป คือ ตื่น ทำงาน กินข้าว นอน แฮร์ริสันจึงโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งว่าทอมคงจะลืมไปแล้ว เป็นการต่อเวลาให้ได้สะสางเรื่องที่เกิดขึ้น

 

เขาต่อสายหาบุคคลเดิมในอีกคืนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายนั้นกดรับอย่างรวดเร็วเหมือนรออยู่แล้ว

 

 

“ตัดสินใจได้หรือยังลูก?”

น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังทำเอาหลุดถอนหายใจออกไป ด้วยสิ่งที่ถามมายังคงเป็นคำถามเดียวกันกับที่เฝ้าถามตัวเองอยู่

“ปีหน้าไม่ได้เหรอ..?”

“แต่โอกาสเข้าเรียนที่ยูดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาทุกปีนะ”

เขานิ่งไป ด้วยสิ่งที่ผู้เป็นแม่กล่าวมานั้นถูกต้องทุกอย่าง.. เรื่องมันเริ่มจากแม่ลองส่งเรียงความที่เขาเคยเขียนสมัยไฮสคูลส่งไปที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และดันสอบผ่านขึ้นมา จนเหลือแค่สัมภาษณ์เท่านั้น ซึ่งดูจากจำนวนที่รับ กับคู่แข่งที่เหลือ โอกาสได้ถือว่าสูงทีเดียว ตัวเขาเองก็ได้รับอิสระให้ได้ทำสิ่งที่ต้องการมาตลอด ที่บ้านไม่เคยบังคับเรื่องอะไรไร้เหตุผลแม้สักครั้ง ถึงได้รู้ดีว่าสิ่งที่ถูกร้องขอมานั้นส่งผลดีในอนาคตจริงๆ

 

“แม่เข้าใจว่ายังไม่พร้อม แต่ไม่ว่าจะปีหน้าหรือปีไหน วันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี..”

 

 

 

“แฮร์ริสัน?”

เสียงเรียกดังพร้อมๆกับประตูห้องนอนถูกผลักให้เปิดออก ทำเอาคนที่คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องสะดุ้ง และรีบร้อนวางหู เมื่อเห็นว่าแขกคนสำคัญเตรียมจะออกไปเมื่อเห็นว่ามาผิดจังหวะ แม้หัวใจยังเต้นรัวจากข้อเท็จจริงที่หนักอึ้งพอจะดึงเขาออกมาจากโลกแห่งความฝัน

 

“ว่าไง”  ฝืนยิ้มให้คนที่เปลี่ยนสีหน้าเหรอหราเมื่อครู่กลายเป็นซุกซนทันทีที่ได้รับอนุญาต

เขาปีนขึ้นไปบนเตียงตามคนที่กระโดดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว และตอนนี้ก็ย้ายตัวเองพร้อมกับหมอนใบโตมานอนหนุนตักเขาอย่างเคย

ทอมเลื่อนมือถือไล่ดูความเคลื่อนไหวต่างๆ บ่นออกเสียงเรื่องสัพเพเหระ ตั้งแต่หน้าจอที่ดูอยู่ ไปจนถึงฉากที่จะต้องถ่ายทำในวันพรุ่งนี้ แฮร์ริสันหัวเราะเบาๆ นึกอยากให้ช่วงเวลาตอนนี้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ ปลายนิ้วยาวคอยเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมา ไล้มองกรอบหน้าได้รูป ริมฝีปากเล็ก และจมูกโด่งรั้น สารภาพว่าตอนนี้แทบไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าเสียงเล็กๆนั้นพูดอะไรต่อ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าจู่ๆห้องก็เงียบลงไปกะทันหัน ถึงได้รู้ว่าทอมหยุดพูดไปนานแล้ว เหลือเพียงดวงตาทั้งสองคู่ที่สบมองกันอยู่ แฮร์ริสันไม่สามารถละออกไปช่วงเวลานี้ได้ โลกทั้งใบของเขาอยู่หลังเกลียวม่านสีน้ำตาลนั้น ทว่ามันช่างเปราะบาง และดูห่างไกลออกไปทุกที

 

“แฮร์ริสัน/ทอม”

 

เผลอกลั้นหายใจเมื่อบทจะพูดก็ดันพูดออกมาพร้อมกันเสียอย่างนั้น บรรยากาศน่าอึดอัดแปลกๆเริ่มก่อตัวขึ้นทันที

“นายก่อน” แฮร์ริสันรีบชิงกล่าวก่อนที่จะได้ยินประโยคเดียวกัน ความเงียบเกิดขึ้นอีกชั่วอึดใจก่อนที่ทอมจะค่อยๆลุกขึ้นมา นั่งขัดสมาธิกอดหมอนใบเดิม

 

“นายจำคนที่ฉันเอารูปให้ดูเมื่อวันนั้นได้มั้ย?”

“อืม..”

“ฉันคบกับเธอแล้ว”

 

ทั่วทั้งห้องเหมือนมืดลงกะทันหัน เป็นความจริงที่เขาไม่อาจเอื้อมถึงโลกใบที่ว่านั้นได้ ความรักที่รอคอยมาตลอดจาก ทอม ฮอลแลนด์ ไม่มีจริง เพราะมันไม่มีวันเป็นของเขา ทุกสิ่งที่ทำให้กับทอม และทอมทำให้กับคนอื่น เป็นภาพซ้อนที่คอยตอกย้ำช้าๆ แต่เลือกที่จะเพิกเฉยตลอดมา และในวันนี้ก็โดนมันตอกหน้าอย่างจัง จนต้องแค่นหัวเราะให้กับความโง่เขลาของตัวเอง

 

“ดีใจด้วยนะ..”

“ไม่เอาน่าแฮซ ถ้านายคิดจะเดทกับใครเมื่อไร นายก็แค่เลือกเอาสักคนจากที่มาคอยตอแยนาย ฉันรู้น่ะ” ทอมพูดติดตลก ด้วยกลัวว่าจะโดนโกรธที่เจ้าตัวชิงมีแฟนไปก่อนหน้าอีกครั้ง แต่นั่นไม่เฉียดกับความเป็นจริงเลยสักนิด

ทอมไม่เคยรู้ แน่นอน เพราะเขาไม่เคยคิดจะบอก..

เพราะฉะนั้นเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์จะเสียใจเช่นกัน..

 

 

“แล้ว.. เมื่อกี๊นายจะพูดอะไร?”

ใบหน้าน่ารักยามนี้มองมาอย่างแคลงใจ ด้วยท่าทางเขาคงแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด แฮร์ริสันกำหมัดแน่น เสมองไปด้านอื่น ก่อนจะตัดใจหันกลับมาเผชิญหน้าตรงๆอีกครั้ง

 

 

“ฉันต้องกลับลอนดอน…”

 

 

 

……………………………………………………………………………

 

 

 

ฉันต้องกลับลอนดอน

 

ประโยคนั้นยังคงดังก้องในหัวของ ทอม ฮอลแลนด์ อยู่หลายวัน

 

เขาไม่ได้คุยกับแฮร์ริสันมากนักช่วงที่ผ่านมา อันที่จริงเป็นเพราะว่าอาละวาดไปเสียจนเข้าหน้าอีกฝ่ายไม่ติด ต้องหนีออกมาพึ่งสวนสาธารณะ เพียงเพื่อจะหลบภัยจากบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนในบ้าน

ลมเย็นๆจากฤดูใบไม้ร่วงชวนให้ห่อตัว กล่าวโทษตัวเองที่เอาแต่ทำตัวเป็นเด็กจนต้องมานั่งท้าลมหนาวอยู่ตรงนี้คนเดียวหากแต่เมื่อนึกย้อนไปก็รังจะให้หัวเสียจนต้องคว้าเอาก้อนหินข้างตัวขึ้นมาโยนลงบึงที่เห็นอยู่ไกลๆ

 

.

.

 

“กลับลอนดอน? ก็กลับสิ..” ทวนคำถามทั้งที่เสียงสั่นเครือ สีหน้าของอีกฝ่ายฉายแววเจ็บปวดชัดเสียจนเผลอจิกเล็บกับมือ ตอบแทนคำถามในใจได้เป็นอย่างดีว่านี่คือเรื่องจริง..

 

“ฉันหวังมาตลอด ว่าไม่อยากให้วันนี้มาถึง” แฮร์ริสันกุมมือของเขา ไม่อาจส่งเสียงอะไรออกไปได้เมื่ออีกฝ่ายซุกใบหน้าลงมา

“ขอโทษ..”

 

ความรู้สึกหลากหลายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนตีกันมั่วจนแทบระเบิด ทอมเลือกที่จะคิดหาหนทางแก้ปัญหา เสนอวิธีต่างๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงคำปฏิเสธ

 

“มันถึงเวลาแล้วทอม..”

 

.

.

 

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่พวกเขาได้พูดกันดีๆ แน่นอนว่าแฮร์ริสันไม่ได้ทำอะไรนอกจากตั้งรับ ซึ่งมักจะเป็นอย่างนี้เสมอเวลาที่ทะเลาะกัน และเจ้าตัวไม่เคยรู้ว่าท่าทางแบบนั้นยิ่งกระตุ้นต่อมโมโหเขาได้อย่างดีที่สุด

 

 

ฟึ่บ..

เสื้อแจ็คเกตปริศนาลอยมาที่ตัวเขาพอดีเป๊ะ ทอมบ่นอุบคนเดียวด้วยรู้ดีว่าเจ้าของคือใคร..

คนอะไรตายยากชะมัด..

 

“อยากเป็นหวัดหรือไง?”

“มันไม่ได้หนาวขนาดนั้นซะหน่อย”

“โกหก มือเย็นขนาดนี้แล้ว..” ทอมสะบัดมือออกจากคนที่ถือวิสาสะนั่งลงข้างๆไม่พอ ยังคว้าเอามือเขาไปจับเล่นอีกต่างหาก แฮร์ริสันลอบยิ้ม

“ยังไม่หายโกรธเหรอ”

“ฉันไม่ได้โกรธ” เผลอหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจแรงๆจากอีกฝ่าย สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของใครบางคนที่เอนศีรษะลงซบลงบนไหล่ ครั้นจะหันไปต่อล้อต่อเถียงเสียทีก็กลัวจะเสียหน้า กลายเป็นได้แต่นั่งตัวแข็งยอมให้ได้ทำตามใจเสียอย่างนั้น

 

“ทอม.. เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ.. อย่าโกรธฉันนานเลยได้ไหม” คำพูดของแฮร์ริสันส่งผลต่อเขาเสมอ อานุภาพของมันทำให้จิตใจพาลอ่อนยวบ ทั้งยังละทิ้งความปวดหน่วงเอาไว้ให้ฝืดเคืองในลำคอจนไม่กล้าปริปากอะไรออกไป

 

เขาจินตนาการวันที่ไม่มีแฮร์ริสันไม่ออก จากคำที่ย้ำเตือนว่าทุกอย่างเริ่มนับถอยหลัง ความว่างเปล่าก็เริ่มกัดกินทีละน้อย จนเริ่มกลัวตัวเองว่าถ้าหากวันนั้นมาถึงจริงๆจะเป็นอย่างไร เขาไม่อยากคิดถึงมัน.. กลไกการป้องกันตัวเองเริ่มทำงานโดยที่เขากลับมาเป็น ทอม ฮอลแลนด์คนเดิม อย่างน้อยก็ทำให้แฮร์ริสันยิ้มออกว่าเขาไม่ได้ขุ่นเคืองอะไรแล้ว หนึ่งเสียงหัวเราะ แลกกับร้อยพันความเจ็บปวดเบื้องหลัง ทอมซ่อนมันเอาไว้ลึกที่สุดด้วยคำว่า ไม่เป็นไร

 

ไม่เป็นไร..

 

 

.

.

 

 

“แล้วแฮร์ริสันจะกลับลอนดอนวันไหนล่ะ?”

คำถามจากแฟนสาวของเขาทำเอาแทบสำลัก ก่อนจะบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่บทสนทนาทั่วไป คิดอย่างนั้นแต่อดเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ ความวูบโหวงตีขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นว่าท่าทีที่ได้รับดูปกติอย่างเหลือเชื่อ

“อาทิตย์หน้าน่ะ”

ทอมแกล้งหยิบเมนูข้างตัวขึ้นมาเปิดดูทั้งที่อาหารยังเต็มโต๊ะ และเขาเองก็ไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด คิดบ้าๆให้วงดนตรีอะคุสติคในร้านเล่นเพลงร็อคขึ้นมาจะได้ไม่ต้องได้ยินอะไรที่ชวนให้เจ็บยอกในใจอีก

“ใช่ ฝากดูหมอนี่ด้วยนะ นี่ยังทำบ้านรกอยู่เลย”

“ฉันเปล่า!” รีบเงยหน้าขึ้นมาเพียงเพื่อจะเห็นทั้งสองคนหัวเราะร่วนใส่ น่าขายหน้าชะมัด..

“แล้วอย่างนี้ใครจะมาทำงานแทนแฮร์ริสันล่ะ?”

“ยังไม่มีเลย หมอนี่เรื่องมากจะตาย”

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันทำให้ดีไหมนะ”

 

ทอมชะงัก.. คำพูดทีเล่นทีจริง หากแต่เรียกให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงกะทันหัน แฮร์ริสันอาจจะแค่คิดไม่ถึง แต่สำหรับเขารู้สึกขอบคุณตัวเองที่ยั้งปากคำว่า ‘ไม่ได้’ ออกไปได้ทัน ได้ยินเสียงทุ้มเล่นมุกแป้กๆกู้สถานการณ์กลับมาอย่างเคย ทว่ามันฟังดูไกล ราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว..

 

.

.

 

“ฉันว่าความคิดเธอก็เข้าท่านะ”

เขาเงียบ ไม่คาดคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารวันนี้จะถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกตอนที่กลับถึงบ้านแล้ว รีบแขวนเสื้อโค้ท และเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองเร็วๆ ทำเหมือนว่าไม่ได้ยิน หากแต่ไม่รอดมือคนอย่างแฮร์ริสันแน่

 

“ทอม..”

“ฉันรู้น่า!”

ทั้งคู่ชะงัก.. ทอมไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นเสียง แต่บางอย่างทำให้เขารู้สึกหัวเสียขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งคนตรงหน้านิ่งเฉย รอหยั่งเชิงอารมณ์เขา ยิ่งทำให้ความหงุดหงิดพุ่งสูงเป็นทวีคูณอย่างไม่มีสาเหตุ

 

“นายไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก ไหนๆก็จะไปแล้วนี่!”

ไม่.. นี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจะพูด สลักบางอย่างในตัวเขาถูกปลดออก ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกตกใจ

“จริงๆถ้าไม่เต็มใจก็ไม่จำเป็นต้องตามมาตั้งแต่แรกก็ได้!”

เขาเบือนหน้าหนี ความเจ็บร้าวในอกที่แล่นขึ้นมาทำให้ไม่อาจทนมองอีกฝ่ายได้ต่อไป ทว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดตัวเองในตอนนี้ได้ เขากำหมัดแน่น สูดหายใจลึก

 

“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าเต็มใจจะมาอยู่ตรงนี้ ฉันเป็นห่วงนายจริงๆนะ”

“ไม่จริง! ถ้าอย่างนั้นจะกลับลอนดอนทำไมล่ะ นายไม่สนใจว่าฉันจะเป็นยังไง ไม่เคยคิดถึงฉันเลย อ๊ะ!”

ทั้งตัวถูกรวบไปอยู่ในอ้อมกอด ในหัวยิ่งตีกันสับสนแต่ไม่อาจส่งเสียงอะไรออกไปได้ ท่อนแขนแข็งแรงรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ ทว่าเขาไม่คิดจะปฏิเสธมันเลยแม้แต่น้อย

 

 

“อย่า.. พูดอย่างนั้นอีก นายไม่รู้หรอกว่าฉันรักนายมากแค่ไหน..”

 

รัก….

 

เขาหลับตา ชั่ววินาทีที่ขาดสติจนเหมือนกลายเป็นคนอื่นไป เมื่อทุกอย่างนิ่งสงบลงความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว สองแขนที่ถูกทิ้งไว้ข้างตัวค่อยๆกอดตอบช้าๆ ไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไป ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการให้แฮร์ริสันอยู่ข้างๆ แต่เรื่องนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้สักอย่าง

 

ควรจะขอร้องให้อยู่..

ควรจะปล่อยให้ไป..

ไม่ใช่ทั้งสองทาง

 

“ฉันขอโทษ แฮซ.. ฉันไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร..”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้..” มือใหญ่ลูบศีรษะเขาช้าๆ ทอมพยายามอย่างยิ่งไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

“ฉันรักนายแฮร์ริสัน”

“ฉันก็รักนาย.. ทอม…”

 

แค่คำบอกรักที่พูดกันแทบจะทุกวัน เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆที่อยากให้ความหมายกลายเป็นอย่างอื่น..

 

.

.

 

หลังจากพายุทอร์นาโดในวันนั้นผ่านพ้นไป ก็เหลือเวลาอีกไม่มากที่จะได้อยู่ด้วยกัน แม้เจ้าตัวจะยังอยู่ข้างๆกันแต่จิตใจของทอมกลับไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ เอาแต่เฝ้าคิดไปล่วงหน้าถึงวันที่หันไปข้างๆแล้วจะไม่มีใคร ความสับสนยิ่งก่อตัวขึ้นจนพาลให้งุ่นง่าน ไม่เป็นตัวเอง เพียงสองคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า เพราะอะไร และ จากนี้ต้องทำอย่างไร..

 

 

“เฮ้..”

น้ำเสียงคุ้นเคยเรียกให้หลุดจากภวังค์ แฮร์ริสันโบกบอร์ดดิ้งพาสในมือไหวๆอยู่ตรงหน้าเขา อันที่จริงเขาตกใจว่าตัวเองขับรถมาส่งแฮร์ริสันถึงสนามบินได้อย่างไร เพียงแค่หลับตายังนึกถึงภาพที่เขาเปิดประตูห้องนอนของแฮร์ริสันแล้วพบกับว่างเปล่า เหลือเพียงกล่องสองใบเล็กๆที่เจ้าตัววานเอามาให้วันหลังที่ได้กลับไปเจอกันที่ลอนดอน ทุกอย่างฉายซ้ำไปอยู่อย่างนั้น

 

“ต้องไปแล้วสินะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ยังพอมีเวลา” ทอมอยากจะเถียงด้วยเวลาที่มาเช็คอินก็จวนเจียนพออยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป ได้แต่เดินตามคนที่ลากเขาไปนั่งพักอีกฝั่ง.. พวกเขาไม่มีใครพูดอะไร มือทั้งสองวางอยู่ใกล้กันชวนให้ผุดความคิดเด็กๆขึ้นมาว่าอยากจะจับมันไว้ เผื่อแฮร์ริสันอาจจะเปลี่ยนใจไม่ไป

 

“ได้หยุดเมื่อไรก็กลับลอนดอนบ่อยๆนะ”

“อืม..”

“หัดทำกับข้าวกินเองมั่ง”

“อืม..”

“แฟนนาย ถ้าพร้อมให้เธอมาเป็นผู้จัดการเมื่อไหร่ก็บอกมานะ ยินดีสอนงานทุกเมื่อ”

คงไม่ล่ะ เขาคิด แสร้งเพิกเฉยที่ตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร น่าแปลกที่เห็นรอยยิ้มจางๆจากแฮร์ริสัน ทว่าเขาเหนื่อย และหมดอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงในเวลานี้

 

เสียงประกาศครั้งสุดท้ายเรียกให้ต้องเงยหน้ามองแฮร์ริสันที่ลุกขึ้นยืน สบตามองดวงตาสีอ่อนคล้ายกับท้องฟ้าที่เห็นอยู่ด้านนอกอาคาร บอกตัวเองให้จำมันไว้ เพราะไม่รู้เมื่อไรถึงจะได้เห็นมันอีก..

 

“ไปแล้วนะ”

 

ทอมอยากจะตอบคำพูดโง่ๆอย่าง โชคดีนะ แล้วเจอกันนะ หรือ บ๊ายบาย แต่สิ่งทำได้เป็นเพียงกลืนก้อนขมๆลงคอ น่าหงุดหงิดตรงที่คนตรงหน้าเหมือนจะรู้ดี ถึงได้หัวเราะออกมาเบาๆแบบนั้น

ร่างสูงหันเดินจากไปช้าๆ ภาพแผ่นหลังคุ้นเคยค่อยๆไกลออกไป ความว่างเปล่าเติมเต็มทุกพื้นที่ข้างในตัวเขาแทบจะทันที อยากร้องเรียก อยากตะโกนออกไปว่าให้กลับมา แต่มันเจ็บ.. ความเจ็บตีตื้นขึ้นมาทำให้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป สองขาก็ก้าวออกไปคว้าจับมือใหญ่นั้นเอาไว้

เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่แฮร์ริสันหันมา ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้ มืออีกข้างเลื่อนเข้ามาสัมผัสข้างแก้มเขา และตามมาด้วย จูบ..

 

ทุกอย่างรวดเร็วจนสมองประมวลผลไม่ทัน แฮร์ริสันไปแล้วจริงๆ เหลือเพียงความนิ่งงัน และคำว่า ลาก่อน ที่ได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายข้างหู ดังสะท้อนแข่งกับเสียงหัวใจ

 

 

.

.

 

 

“แล้ว.. ที่นายมาเล่าให้ฉันฟังเนี่ย อยากจะให้ฉันตอบว่าอะไร”

“เจคอบ! ฉันจริงจังนะเว้ย!”

เด็กหนุ่มกรอกตาเมื่อมันไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิด ในเมื่อคนพูดหน้าแดงหูแดงเสียขนาดนี้ เขาคนเครื่องดื่มในแก้วขณะใช้ความคิด.. ตอนแรกก็นึกว่าจะมีเรื่องอะไร เมื่อจู่ๆเจ้าเพื่อนตัวน้อยของเขาก็โทรบอกให้ออกมาหา ที่ไหนได้ก็แค่ปัญหาหัวใจ จะว่าตกใจก็นิดหน่อย แต่ก็กึ่งๆจะรู้อยู่แล้ว แค่ไม่คิดว่าเจ้าตัวต้นเรื่องจะกล้าสารภาพออกมาเสียที

“ได้คุยกับแฮซมันอีกมั้ย?”

“ไม่เลย..”

“อ่าฮะ หมอนั่นคงกำลังตัดใจแล้วสิ กะว่าอกหักแน่ๆ” เจคอบกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าราวกับโลกถล่มจากคู่สนทนา

“ตัวนายมีคำตอบให้หรือยังล่ะ” คนมองเลิกคิ้วเมื่อทอมเม้มปาก แสร้งหันไปมองทางอื่น ทว่าผิวแก้มที่ยังคงขึ้นสีจัดแทนคำตอบให้กับเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

 

“แล้วแฟนที่คบอยู่ล่ะ?”

“เอาจริงนะเจค ฉันยังไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ว่า..”

“อยากเจอเขาใช่มั้ยล่ะ?” พอโดนตอนจนจนมุม เจ้าคนหัวดื้อถึงยอมพยักหน้าเงียบๆให้หนึ่งที เขาหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา แต่อีกคนฉวยเอาไปไวกว่าราวกับอ่านเกมออก

“จะทำอะไร!?”

“โทรหาแฮร์ริสัน”

“โทรทำไม!? นายจะบ้าเหรอ”

“ไม่บ้าหรอก ก็ในเมื่อนายบอกว่าอยากเจอ ก็แค่โทรหาเขา”

“ฟัค! เจคอบ! แฮร์ริสันอยู่ลอนดอน ไหนจะเรื่องตัวเองฉันก็ยังไม่ได้เคลียร์” ทอมแทบจะทึ้งผมตัวเอง รีบหยิบเอาโทรศัพท์อีกเครื่องของตนที่วางอยู่บนโต๊ะมากอดแน่นพร้อมๆกัน

“เออน่า เรื่องพวกนั้นเอาไว้ทีหลัง เชื่อฉันสิ ถ้ายังต้องให้รออีก ทางนั้นอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้” ได้ผลเมื่อคราวนี้ท่าทางขู่ฟ่อนั้นหายวับไปทันควันเหลือเพียงอาการหางลู่หูตก ท่าทางของเพื่อนตัวดีตอนนี้มันช่างน่าแกล้งเสียจนอยากจะอัดวิดิโอเก็บไว้ แค่หยอกเล่นว่าเขาจะไม่รักหน่อยเดียวก็หงอยเสียขนาดนี้แล้ว

 

“เอ้า รออะไรล่ะ” เย้าเข้าอีกเสียที เมื่อทอมยังอิดออดขณะเลื่อนกดเบอร์ที่คุ้นเคยจากโทรศัพท์ของตน ดวงตากลมๆช้อนมองเขาอย่างขอความช่วยเหลือ

 

 

ทอมสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติไม่ให้มือสั่น พลันหลับตานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด

ไม่เข้าใจ.. ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ในหัววุ่นวายไปหมด นับตั้งแต่วันนั้นก็ไม่อาจสงบใจได้ ถึงแม้จะมีใครอีกคนที่เคยคิดว่าเป็นคนที่ใช่อยู่ข้างกายก็ตาม ทุกอย่างวนกลับไปอยู่ตรงที่เดิม ที่ในสนามบินวันนั้น..

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในใจตอนนี้ เขาอยากจะบอกออกไป

 

อยากเจอ.. อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม..

 

ตลอดไป..

 

 

ปลายนิ้วกดปุ่มโทรออก เสียงสัญญาณที่ได้ยินไม่กี่ครั้ง ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์

 

 

 

Accept or Decline..?

 

 

 

END

 

(Spirk)Shed a Light #1

Shed a Light

(Paring : Spirk, Star Trek)

Note : จะเขียนจบมั้ยถามใจดู

 

Part 1

 

 

 

สถาบันสตาร์ฟลีทแหล่งรวมเหล่าหลากหลายชาติพันธุ์ที่ใฝ่ฝันอยากทำงานบนห้วงอวกาศ ช่วงอายุของนักเรียนล้วนแตกต่างกันไป แต่ตามสัญชาตญาณแล้ว วัยรุ่นมักจะเกาะกลุ่มกันเสมอ และคงหนีไม่พ้นเรื่องซุบซิบนินทา หรือแม้แต่หนุ่มสาวสุดฮอตที่ร่ำลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นในตำนานที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ที่ก่อเรื่องเอาไว้เสียจนเหล่าศาสตราจารย์ทั้งหลายพากันกุมขมับ

 

“จิม!” เสียงร้องเรียกมาแต่ไกลของชายหนุ่มผมดำตาหยีทำให้เจ้าของชื่อหยุดฝีเท้าลง

“ซูลู ว่าไง!?”ริมฝีปากโปรยยิ้มพร้อมๆกับดวงตาสะท้อนสีเดียวกับท้องฟ้าสดใส ไม่ได้รู้ตัวว่าทำเอาหนุ่มๆสาวๆตรงทางเดินใจละลายกับภาพนั้นไปไม่รู้เท่าไร

“ผลสอบปลายภาคออกแล้วนะ นายได้เข้าไปเช็คหรือยัง”

“เฮ้ย ยัง!นายเช็คให้ทีสิ นายรู้พาสเวิร์ดฉันนี่นา.. นะ เพื่อนรัก” ว่าแล้วก็ใช้หน้าตานั่นทำท่าทีที่เพื่อนๆต่างลงความเห็นว่าออดอ้อนเหมือน ‘ลูกหมา’ ซูลูเห็นแล้วก็นึกอยากกรอกตาบน เสียแต่ว่าชินเสียแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจแทน

“ว่าแล้วว่าต้องพูดแบบนี้ จริงๆฉันก็เช็คมาให้แล้วล่ะ” จิมยื่นมือไปรับแพดที่ถูกส่งมาให้อย่างร่าเริง ผลที่แสดงอยู่ในจอนั้นทำให้ยิ้มอย่างพึงพอใจออกมาอีกครั้ง

“ยินดีด้วยนะพ่ออัจฉริยะ ได้คะแนนเต็มตั้งแต่ต้นปีแรกยันปลายปีสุดท้าย”

“อย่าเหน็บฉันน่าซูลู เออว่าแต่ เจ้านั่น ล่ะ”

ซูลูเลิกคิ้วก่อนจะถามต่อ “ยังสนอกสนใจกันเหมือนเดิม ที่เขาลือกันว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น นี่ท่าจะจริงซะแล้วนะ” จิมมองค้อนกลับไปแทนคำตอบ อีกฝ่ายหัวเราะลั่นก่อนจะตบบ่าเขาเป็นการง้อ

“เหมือนเดิม สายข่าวรายงานว่า คุณสป็อค เจ้าชายน้ำแข็งของรุ่น ได้คะแนนเต็มเหมือนนาย”

“เฮอะ น่าเบื่อชะมัด เสมอกันจนถึงตอนสุดท้ายหรือนี่” เบ้ปากเมื่อเพียงได้ยินชื่อ สีหน้าเรียบเฉย หากแต่กวนประสาทที่สุดในความคิดก็ลอยขึ้นมาทันที

 

ทุกคนรู้กันว่า เจมส์ ที เคิร์ก กับ สป็อค เป็นคู่แข่งกัน สองหนุ่มรูปงามของรุ่น ที่เก่งกาจทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แตกต่างกันตรงคนหนึ่งสดใสราวกับพระอาทิตย์ บวกกับความทะเล้นของเจ้าตัว ทำให้เป็นที่นิยมกับทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่สาวๆ ส่วนอีกคนนั้น นิ่งเงียบ เยือกเย็น ราวกับพระจันทร์ เพียบพร้อมไปด้วยดีกรีการเป็นลูกชายคนสำคัญของขุนนางสูงศักดิ์จากดาวนิววัลแคน จึงทำให้น่าหลงใหลไม่แพ้กัน จนถึงขนาดมีกลุ่มแฟนคลับจากนักเรียนในสตาร์ฟลีท ที่ปกติแล้วเวลาเกิดเรื่อง ก็จะเข้าข้างฝั่งคนที่ตนชื่นชอบ ทว่ามีเพียงเรื่องเดียวที่คิดเห็นตรงกัน..

 

“น่าเสียดายนะครับที่คุณเอาชนะผมไม่ได้” แค่ประโยคเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร จิมหันกลับไปเผขิญหน้า พลางเลิกคิ้วอย่างท้าทายคนที่ยืนอยู่ ร่างกายสูงกำยำอย่างชายหนุ่ม ใบหน้าที่ทุกคนต่างพากันหลงใหล แต่สำหรับเขามันช่างดูอวดดีเสียเหลือเกิน

“คงต้องพูดประโยคเดียวกันล่ะนะ เพราะสุดท้ายแล้วนายก็ได้คะแนนไม่เยอะไปกว่าฉัน” อีกฝ่ายเพียงแต่ยักคิ้วกลับมาแทนคำตอบ ก่อนจะพยักหน้าให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกันและเดินผ่านหน้าพวกเขาไป..

นีโยต้า อูฮูร่า.. คู่หูของสป็อค ซึ่งบางคนก็ลือกันว่าเป็นมากกว่าเพื่อนสนิท แต่ไม่ว่าความจริงคืออะไรเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก

อันที่จริงพวกเขาไม่เคยได้คุยกันอย่างจริงจัง.. หากถามว่าจุดเริ่มต้นของความไม่ถูกชะตาเกิดขึ้นเมื่อใด คงจะบอกได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่ได้พบหน้าก็คงจะไม่ผิดนัก พวกเขาทำข้อสอบเข้าได้คะแนนเต็มเท่ากัน และได้รับเกียรติให้พูดสุนทรพจน์ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน โดยที่สป็อคเป็นฝ่ายพูดก่อน เขานับหนึ่งถึงร้อยเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้ยกมือขัดแทบนับครั้งไม่ถ้วน.. สป็อคเป็นคนอย่างที่เขาบัญญัติว่า ‘เด็กเรียน’ และนึกเกลียดคนประเภทนี้มาตลอดตั้งแต่จำความได้ ไหนจะวิธีการวางตัว การพูด เสื้อผ้าหน้าผมก็ดูขัดตาไปหมด เพราะมันตรงข้ามกับเขาทุกอย่าง จุดแตกหักคงจะเป็นชั่วโมงภาษาศาสตร์ที่มีการแบ่งกลุ่มดีเบทกัน จำได้เพียงว่าสุดท้ายแล้วศาสตราจารย์แทบจะต้องขอร้องให้หยุด

เขาไม่ใช่คนเข้มงวดเรื่องการเรียน หรือ จุกจิกเรื่องความคิดเห็นของคนอื่นมากนัก แต่ไม่รู้ทำไมกลับไม่สามารถปล่อยให้เรื่องของสป็อคผ่านไปได้ ความคิดของพวกเขานั้นคนละขั้วโดยสิ้นเชิง ความไม่เข้าใจแบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้พูดคุย และมันทำให้ หงุดหงิด กระวนกระวาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน..

อย่างไรก็ตาม เขาพยายามเลี่ยง.. แต่ก็ไม่สำเร็จ วิชาที่ต้องเรียนทำให้วนมาพบกันอยู่เรื่อย และเพื่อความเป็นธรรมกับนักเรียนคนอื่นๆ พวกเขาจำเป็นต้องอยู่คนละกลุ่มเสมอ แม้จะชวนปวดหัวเท่าไรก็ตาม และการที่พวกเขาคอยปะทะคารมกันอยู่เรื่อย เป็นสาเหตุให้บางคน ซึ่งหลังๆกลายเป็นหลายคน พากันคิดว่าพวกเขาชอบพอกันอยู่ลึกๆไปเสียได้ แน่นอนว่าช่วงแรกๆจิมโวยวาย และแทบจะไล่กระทืบทุกคนที่ส่งสายตาขำขันเชิงเอ็นดูมาทุกครั้งที่พวกเขาเถียงกัน ต่อมาจึงได้เรียนรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ซ้ำร้ายยิ่งเหมือนโยนฟืนเข้ากองไฟ เพราะคู่กรณีนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังไม่ปฏิเสธอีกด้วย คงคิดว่ามนุษย์ช่างน่าเบื่อ หรืออะไรก็ตามที่เจ้าตัวชอบพูดอีกตามเคย จนเขาเองเหนื่อยที่จะพูดและได้แต่ปล่อยเลยตามเลย หนำซ้ำเพื่อนตัวเองยังคอยผสมโรงทุกครั้งที่มีโอกาสอีกต่างหาก

 

“ไงล่ะ เถียงกันจนวินาทีสุดท้าย”

“เพราะนายเลยซูลู”

“ฉันเหรอ!? เฮ้อ ฉันนี่แย่จริงๆด้วย คุณจิม อยากจะให้ทำอะไรเป็นการไถ่โทษละ”

จิมยิ้มให้กับอาการประชดนั้น พลางโอบไหล่คนข้างๆ “ช่วยฉันคิดว่าจะควงสาวคนไหนไปปาร์ตี้เรียนจบดี”

“เป็นการช่วยที่น่าหมั่นไส้มาก เพราะนายจะควงไปทุกคน” เขาหัวเราะร่า คิดกับตัวเองว่านั่นคงจะเป็นความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับหมอนั่น เพราะหลังจากเรียนจบแล้วก็คงแยกกันไปคนละทิศทาง จักรวาลกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้คงไม่มีทางที่จะโคจรมาพบกันอีกได้..

 

.

.

 

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับการทาบทามจาก ยาน USS เอ็นเตอร์ไพรซ์ให้ขึ้นมาฝึกงาน เมื่อขณะนี้กัปตันไพค์ผู้บัญชาการขณะนี้กำลังจะเกษียณ และต้องการหาเด็กรุ่นใหม่ที่จะฝากฝังยานเอาไว้ได้

ตอนนี้เขาได้มาอยู่ที่ตรงนี้แล้ว พยายามจะหุบยิ้ม แต่ก็ทำได้ยาก เมื่อตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินขึ้นยานมา ทุกอย่างที่เคยอยู่แต่ในห้องแล็บ และบทเรียน กลายมาเป็นจริง เขาอดใจไม่ไหวที่จะได้ทำงาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ มือบางแตะนู่นนี่ พลางหยุดสำรวจสิ่งต่างๆอย่างเพลิดเพลินจนผู้นำทางถอนหายใจเมื่อกินเวลาไปโข กว่าเดินถึงห้องบังคับการ

“กัปตัน.. ผมพานักเรียน เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์กมาที่นี่แล้วครับ” ชายสูงวัยทื่ยืนคุยกับลูกเรือสองสามคนอีกฟากของห้อง หันมาพยักหน้ารับรู้

“สวัสดีครับท่าน”

“ไง คุณเคิร์ก ฉันได้ยินชื่อเสียงนายมาไม่เบาเลยล่ะ” ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนที่ไพค์จะอธิบายหน้าที่งาน และการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้เขาฟังคร่าวๆ รายละเอียดส่วนมากมาจากในข้อความที่สตาร์ฟลีทส่งมาให้เขาเมื่อราวหนึ่งอาทิตย์ก่อน ผู้ประเมินการทำงานของเขาในครั้งนี้คือกัปตันไพค์ ซึ่งคะแนนจะใช้เป็นตัวชี้วัดในการสมัครงานในตำแหน่งต่างๆของสหพันธ์ นั่นหมายความว่า หากจะเปลี่ยนใจวินาทีสุดท้ายก็ยังไม่สาย แต่ใครจะทำอย่างนั้นกันเล่า..

“อ้อ ลืมไป ฉันยังไม่ได้แนะนำคู่หูให้นาย”

“ครับ..?”

“ฉันขอไปหนึ่งคน แต่สถาบันกลับส่งมาให้สอง บอกว่าให้มาเลือกเอง แปลกดีเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า พวกนายจะต้องช่วยกันทำภารกิจต่างๆ โดยที่ฉันจะเป็นคนให้คะแนน..”

เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าใครเข้ามาในห้อง แทบไม่ได้ฟังคำอธิบายอีกต่อไป ขณะที่วัลแคนหนุ่มจ้องกลับมาด้วยท่าทีไม่ต่างกัน จนผู้สูงวัยเริ่มผิดสังเกต

 

“นี่รู้จักกันมาก่อนใช่ไหม?”

“ใช่ครับ/เปล่า”

จิมอยากจะตีหน้าผากตัวเองแรงๆ เมื่อลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร ความคิดที่ว่าจะได้ปลีกตัวห่างออกจากกันบ้างพังทลายทันที ไพค์สับสนเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแต่ปล่อยให้พวกเขากลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงวันเริ่มงานพรุ่งนี้

พวกเขามุ่งหน้าสู้ห้องพักที่อยู่ติดกัน โดยไม่มีใครพูดอะไรสักคำ จิมลอบมองคนข้างกาย พลางตัดพ้อกับโชคชะตาอันโหดร้ายของตน นักศึกษามีเป็นร้อยเป็นพัน กลับต้องมาติดแหงกอยู่บนยานกับคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในสถาบัน.. ทันทีที่เข้ามาในห้อง ก็รีบต่อสายหาเพื่อนรัก และปฏิกิริยาตอบกลับก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้นัก

 

“ฉันไม่นึกว่าเรื่องที่เขาลือกันจะเป็นจริงเร็วขนาดนี้” หากคนที่กำลังหัวเราะลั่นในสายตอนนี้อยู่ข้างๆล่ะก็สาบานได้ว่าเขาไม่ยืนฟังเฉยๆแน่

“โอเค หยุดหัวเราะเลย อนาคตฉันดับแล้ว ทีนี้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง” แค่คิดว่าจะลดความกวนประสาทของตัวเองอย่างไรให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีก็แทบแย่แล้ว ดันมาเจอคู่ปรับที่ทำให้เขาคุมอารมณ์ไม่ได้แทบจะทุกครั้ง ยิ่งคิดปลายทางอันสดใสของการฝึกงานยิ่งมืดมัว จนต้องเอามือก่ายหน้าผาก

“เอาน่า ก็เพลาๆลงหน่อยแล้วกัน อาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกนายจะได้ญาติดีกันก็ได้นะ ลองทำดีกับเขาหน่อยจะเป็นไร”

“ขอบใจซูลู แต่อย่างหลังคงยากหน่อย”

 

ถึงจะวางสายไปแล้ว แต่ก็ยังคิดทางออกที่ดีที่สุดไม่ตกอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เขาจะลองเชื่อคำของซูลูดู เรื่องที่ผ่านแล้วก็ให้ผ่านไป ตอนนี้เขาควรมีสมาธิกับการทำงานให้มากที่สุด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สามารถมากวนใจได้

 

แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด..

 

 

“คุณเคิร์ก!เราต้องบีมขึ้นไปเดี๋ยวนี้”

“เหลืออีก 10 วินาทีก่อนจะถึงเวลานัดไม่ใช่หรือไง ฉันว่าของนั่นมันต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ” จิมเพิกเฉยต่อเสียงและสีหน้าดุๆนั้น ยังคงส่องไฟฉายไปพร้อมกับแหวกตามพุ่มไม้สำรวจต่อไป

พวกเขาได้รับมอบหมายให้มาค้นหาวัตถุโบราณบนดาวดวงนี้ แต่เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตบนดาวส่วนมากยังเป็นสัตว์ป่าดุร้ายอีกทั้งยังมีนิสัยหวงถิ่น เพื่อความปลอดภัยเวลาจึงจำกัดแม้ภารกิจจะล้มเหลวก็ตาม.. เมื่อมองเห็นบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่กำลังตามหา เขาหยิบแพดขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อมูล ก่อนจะยิ้มออกมาและคว้ามันใส่กระเป๋าโดยเร็ว ขณะที่กำลังจะหันไปอวดอีกคน เสียงสัตว์ป่าคำรามเหนือศีรษะก็เบนความสนใจเสียก่อน

“ระวัง!!”

จิมยกมือขึ้นป้องกันตัวเองเมื่อมันกระโจนเข้าใส่พร้อมๆกับสป็อคที่พุ่งเข้ามาช่วยจากด้านหลัง

และ.. พวกเขาถูกบีมขึ้นมาบนยานได้ทันท่วงที..  ทั้งสองถอนหายใจ และทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างโล่งอก

 

“เอ่อ ขอบ…”

“คุณเคิร์ก เหตุการณ์ครั้งนี้มันเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอย่างมาก ผมขอให้คุณทบทวนการกระทำของตัวเองอีกครั้ง” จิมชะงักไป คำที่ยังพูดไม่จบถูกกลืนหายไปทันที

“นายจะโมโหอะไร ฉันได้ของมา ภารกิจสำเร็จ แล้วก็ไม่มีใครเป็นอะไรสักหน่อย” เขานับหนึ่งถึงร้อยอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายเลิกคิ้วยียวนมาแทนคำตอบ

“วัลแคนไม่โมโหครับ.. และผมต้องการให้คุณรับทราบว่า เหตุการณ์เมื่อสักครู่ มีความเป็นไปได้สูงถึง 89.6% ที่พวกเราจะได้รับบาดเจ็บจากความดื้อดึงของคุณ”

เส้นความอดทนสุดท้ายของเขาขาดสะบั้นลง พวกเขาโต้เถียงกันอีกครั้ง ไม่ได้สนใจลูกเรือข้างนอกห้องขนส่งมวลสารที่พากันมองหน้ากันเลิกลั่ก จนกระทั่งกัปตันไพค์ถูกตามตัวมา สงครามถึงยุติลงได้ พร้อมๆกับบทสวดชุดใหญ่

 

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และถ้ายังไม่มีการแก้ไข คงรู้นะว่าจะเป็นยังไง” พวกเขาโค้งรับคำขาดสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป จิมถอนหายใจด้วยอาการเซ็งสุดขีด ไม่อยากแม้แต่จะใช้ทางเดินร่วมกัน ติดที่ว่าห้องพักดันอยู่ติดกันเสียอีก

แต่คงต้องยอมรับว่าปล่อยเอาไว้แบบนี้คงไม่ได้การ.. เขายังไม่อยากถูกไล่ออกจากการฝึกงานตอนนี้..

 

“ฉันว่า เราควรมาทำข้อตกลงกัน”

“ข้อตกลง?” วัลแคนหนุ่มหันมาหลังจากประโยคแรกที่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมนี้ สิ่งที่ได้ยินแปลกหูจนต้องทวนคำถามอีกครั้ง

“เราจะผลัดกันทำตามอีกคน วันนึงของฉัน วันนึงของนาย สลับกัน โอเคไหม?”ดวงตาสีฟ้ามองคนที่นิ่งไปอึดใจก่อนที่จะพยักหน้าตกลง จิมร้องดีใจกับตัวเอง พลางตบบ่านั้นอย่างลืมตัว “โอ๊ะ โทษที พวกนายไม่ชอบให้ใครโดนตัวใช่ไหม งั้นฉันไปก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์” เขากระโดดลิงโลดนำหน้าไป ไม่ได้สนใจสป็อคที่ยืนนิ่งค้างกับการกระทำนั้นอยู่ด้านหลัง..

 

 

จิมกำชิปที่บรรจุข้อมูลเอาไว้แน่น หลังจากดีใจได้ไม่กี่วันที่ทำข้อตกลงกับวัลแคนสำเร็จ จึงตระหนักได้ว่า ไม่มีอะไรยืนยันว่ามันจะได้ผล หรือคนอย่างสป็อคจะยอมทำตามจริงๆ.. วันนี้จึงถือเป็นการชี้ชะตาพิสูจน์ไปในตัวเมื่อเขาต้องสรุปรายงานเป็นคนแรก และมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภารกิจที่แล้วที่มีปากเสียงกัน..

เพอร์เฟ็คชะมัด.. แค่นหัวเราะกับตัวเอง เลือกไม่ถูกว่าควรจะคิดหาวิธีแก้ปัญหาระหว่าง จะทำอย่างไรหากโดนไล่ออกจากยาน หรือ ทำอย่างไรให้เพิกเฉยต่อคำวิจารณ์ของสป็อคได้มากที่สุด

กัปตันไพค์ และคนอื่นๆเริ่มทยอยเข้ามาในห้อง เขาสูดหายใจลึกกับตัวเองเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา ทว่ากลับหันไปปะทะเข้ากับเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่มองมาพอดี ดวงตาสองคู่สบกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สป็อคจะเป็นฝ่านละไปก่อน จิมขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยไม่เข้าใจสีหน้าไร้อารมณ์นั้นตามเคย และกลับไปสนใจงานที่อยู่ตรงหน้าต่อ..

การรายงานในครั้งนี้ราบรื่นจนน่าตกใจ เมื่อคนที่คอยพูดแทรกเงียบลงไปถนัดตา เขาลอบมองสป็อคเป็นระยะ ก็ไม่เห็นจะมีอาการผิดสังเกต เช่น ปวดท้อง หรือ หน้ามืด จนกระทั่งแม้แต่กัปตันไพค์ต้องยังเอ่ยถามในตอนสุดท้าย ราวกับเป็นคำถามแทนใจลูกเรือคนอื่นๆในห้องด้วย

 

“ขอบคุณสำหรับการรายงาน คุณเคิร์ก.. เอ่อ คุณสป็อค มีอะไรจะเสริมไหม”

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อคนถูกถามพยักหน้า พร้อมกับลุกยืนขึ้นช้าๆ

 

“ไม่มีครับ ผมเห็นด้วยกับการสรุปของคุณเคิร์ก” เกิดเป็นเสียงน่าประหลาด เมื่อคนทั้งห้องทั้งอุทาน และหันไปมองหน้าเจ้าตัว อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งนั่นรวมถึงตัวเขาเองด้วย ท่าทีที่ได้รับกลับมามีเพียงอาการที่คล้ายกับอยากจะถอนหายใจเสียเต็มที จนอดกลั้นยิ้มไม่ได้

 

“ขอบใจนะ” เขาพูดหลังจากเลิกประชุม ในห้องมีเพียงพวกเขาที่ช่วยกันเก็บข้าวของ และเอกสารที่เหลือ

“เป็นครั้งแรกที่คุณเสนอข้อตกลงที่ ‘สมเหตุสมผล’ ผมก็เลยเห็นด้วยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

“นายนี่มันนิสัยแย่จริงๆ” ต่อว่าออกไปอย่างไม่จริงจังนักพลางยิ้มร่า จงใจแกล้งศอกคนข้างๆเบาๆ

 

บางที การฝึกงานครั้งนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด..

 

 

และข้อตกลงนี้ได้ผลดีเกินคาด ที่เขาว่าชาววัลแคนรักษาคำพูดดูจะเป็นเรื่องจริง กัปตันไพค์เอ่ยชมเชยพวกเขาที่หลังๆมาไม่ก่อเรื่องให้ปวดหัวอีก ถึงแม้คราวนี้จะต้องเปลี่ยนมานับหนึ่งถึงพันแทนในวันที่เป็นของสป็อค แต่ก็สามารถเอาคืนได้ในวันถัดไป ท่าทางของสป็อคที่ดูก็รู้ว่าอยากเถียงใจจะขาดแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ ทำให้อารมณ์ดีได้ทุกครั้ง

เขาเริ่มเรียนรู้ว่า สป็อคไม่ใช่ประเภทรังเกียจสังคม เพียงแต่การเติบโต และเลี้ยงดูส่งผลให้เจ้าตัวดูเป็นแบบนั้น บวกกับการพูดจาขวานผ่าซาก ทำให้ดูไม่น่าคบเท่าไร ซึ่งจริงๆมันก็มีข้อดีทีเดียว เพราะมันหมายความว่าคนคนนี้จะไม่มีวันโกหก.. หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาเพิ่งรู้ว่าแม่ของเจ้าตัวเป็นมนุษย์ ทำให้ระลึกได้ว่า สป็อคไม่ใช่เครื่องจักรวัลแคนอย่างที่เคยคิดเสียทีเดียว แม้จะเล็กน้อย แต่บางครั้งเขาก็รับรู้ถึงกระแสอารมณ์ทั้งความสุข ความเศร้า จากอีกฝ่ายได้จางๆ เขาอยากรู้จัก ไม่สิ.. อยากทำการทดลองจับสังเกตจากใบหน้าเรียบเฉยนั้น จนบางครั้งเลือกที่จะแกล้งตัดสินใจอะไรที่ตรงกันข้ามโดยไม่จำเป็น เพียงเพื่ออยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีอย่างไร.. ติดที่ว่าเริ่มจะโดนจับได้..

 

 

“…ผมจึงสรุปได้ว่า คุณกำลังทำสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าแกล้งผมอยู่”

จิมกระพริบตาปริบๆ และหลุดหัวเราะ ตอนแรกก็นึกสงสัยเมื่ออีกฝ่ายเรียกเขามาออกมาพบที่ห้องค้นคว้า บอกว่าต้องการ ‘เปิดใจ’ คุยกัน ทำเอาเขาสงสัยจนแทบนอนไม่หลับ ที่แท้กลายเป็นต้องนั่งฟังเรื่องราวเชิงตัดพ้อ (ในความคิดของเขา) ของภารกิจที่แล้ว ที่เขาตัดสินใจให้สป็อคไปจีบสาวต่างดาวคนหนึ่งในบาร์เพื่อหลอกถามข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบนำอาวุธของสตาร์ฟลีทมาค้าขายในตลาดมืดของดาวดวงนี้ ซึ่งอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัดของเจ้าตัวเป็นผลลัพท์ที่น่าพอใจทีเดียว

“โอเคๆ ฉันยอมรับผิด แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่นตลกกับนายนะ”

อีกฝ่ายเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจนัก มือบางเผลอขยี้เส้นผมตัวเองเบาๆ ด้วยอันที่จริงตัวเขาก็ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่ทำลงไปอย่างไรเช่นกัน

“ที่อยากจะบอกก็คือ พอเวลานายโดนแกล้งแล้วน่ารักดี” และก็นึกอยากตีปากตัวเอง เมื่อคำพูดนั้นทำให้พวกเขาเงียบกันไปโดยฉับพลัน สีเขียวจางๆปรากฏบนใบหน้าวัลแคนหนุ่ม จนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อนเสียเอง

 

“เอาเป็นว่า..” จิมกระแอมแก้เก้อ “ฉันจะช่วยนายขนพวกอาวุธที่เรายึดมาได้นั่นเก็บเข้าสโตร์วันพรุ่งนี้เป็นการไถ่โทษโอเคไหม?”

บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนใจนั้นจบลงด้วยดีที่สป็อคพยักหน้าเงียบๆและเดินจากไป ทิ้งเขาไว้ลำพังกับกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่าน พบข้อความใหม่จากซูลู หลังจากที่เขาพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระกันตามปกติ

 

ถ้านักเรียนคนอื่นรู้ว่าพวกนายกลายมาสนิทกันขนาดนี้จะเป็นยังไงนะ’

 

สนิท..

จิมขมวดคิ้วพลางเลื่อนขึ้นไปอ่านข้อความเก่าๆ เขาก็แค่เล่าชีวิตการฝึกงานให้ฟัง ทว่าก็ต้องยอมรับว่าส่วนมากจะเป็นการบ่นถึง ‘คู่หู’ ตัวแสบเสียมากกว่า จากตอนแรกที่ซูลูแนะนำให้สวดมนต์ เมื่อเลี่อนลงมาเรื่อยๆบางทีก็เผลออ้าปากค้างว่าเขาเคยออกปากชมเจ้าหมอนั่นให้เพื่อนฟังเสียด้วย

บางอย่างเปลี่ยนไป.. เขาสัมผัสได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร นั่งคิด นอนคิดได้สักพัก เจมส์ ที เคิร์ก ก็ล้มเลิกความพยายาม เอาเป็นว่า อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น.. และการที่สป็อคว่านอนสอนง่ายอย่างละวันเว้นวันนั้นก็ไม่เลวนัก หรือเรียกได้ว่าน่าสนใจอย่างประหลาดทีเดียว

 

.

.

 

จิมนั่งเท้าคางมอง เจ้าของแผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคยกำลังวุ่นวายอยู่กับการค้นคว้าข้อมูล หน้าจอที่เปิดแทบจะล้นเกินมายังผนังด้านข้าง จนตอนนี้ขาเริ่มจะกระดิกตามด้วยอาการหงุดหงิด ถ้าไม่ติดค้างสัญญาที่จะช่วยเจ้าตัวเอาไว้คงไม่มาอยู่ตรงนี้จนถึงดึกดื่น ทั้งที่พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า

“สป็อค.. กัปตันแค่ให้เอาของที่ได้จากภารกิจครั้งที่แล้วไปเก็บในสโตร์..”

“มันไม่ใช่ ‘แค่’ คุณเคิร์ก.. เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสโตร์นี้มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมในการจัดเก็บสิ่งของประเภทนี้”

“ฉันบอกนายไปแล้วไงว่าเช็คแล้วมันใช้ได้”

“คำว่า ‘เช็ค’ ของคุณไม่มีหลักฐาน หรือตัวเลขยืนยันเพียงพอ นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องมาตรวจสอบซ้ำตอนนี้”

“เอ้อ.. เฮ้อ ฉันง่วงนะสป็อค..” พูดพลางยกมือป้องปากหาวหวอด ตอนนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะต่อกรกับอะไรทั้งสิ้น

ดวงตาสีฟ้าลอบมองเสี้ยวหน้าจริงจัง คิ้วเข้มดูยุ่งเหยิงกว่าเดิมเมื่อต้องใช้สมาธิในการทำความเข้าใจ ปลายนิ้วลากจอที่ไม่ใช่แล้วปัดไปอีกด้าน.. กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าแอบมองอยู่นานพอสมควรก็สายไปเสียแล้ว จิมยิ้มบางให้กับตัวเอง หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อนคงไม่เชื่อว่าตัวเองจะมานั่งรอคนอย่างสป็อคทำงานได้ อย่าว่าแต่ให้อยู่ร่วมห้องเดียวกันสองคนโดยไม่มีคนอื่น

 

แล้วตอนนี้พวกเขาเป็นอะไรกันนะ..

ถ้าเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็น ‘เพื่อน’ จะเป็นการคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า

 

“คุณเคิร์ก..?” เขาสะดุ้งตื่นจากเสียงนั้น ทุกสิ่งรอบตัวเริ่มประกอบเข้าหากันจากพร่ามัวจนกระทั่งชัดเจน และ ใบหน้าของสป็อคอยู่ใกล้กว่าที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นจนเจ้าของมือใหญ่ชะงักและนำมือไพล่หลังเหมือนเดิม..

อย่าบอกนะว่า วัลแคนอย่างสป็อคตั้งใจจะสะกิดเขา

“ขอโทษที.. เสร็จแล้วเหรอ”

“ครับ”

“เยส! ไปๆๆ รออะไรอยู่ล่ะ มาเร็วสป็อค” จิมเด้งตัวจากเก้าอี้ เดินนำไปออกไปข้างนอกอย่างร่าเริง ไม่ทันได้สังเกตว่าสายตาคู่นั้นมองเขานานกว่าปกติ ก่อนจะตามมา..

 

.

.

 

 

“เอาล่ะ ทำได้ดีมาก..” จิมยิ้มร่า พร้อมๆกับสป็อคที่พยักหน้ารับ หลังจากกัปตันไพค์วางแพดรายงานการฝึกงานที่พวกเขาส่งไปให้เมื่อสัปดาห์ก่อนลง

“สองสามเดือนที่ผ่านมานี้ พวกนายพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าได้เติบโตขึ้น และพร้อมจะรับผิดชอบงานที่สำคัญจริงๆ” พวกเขามองชิปสองอันที่ถูกส่งข้ามโต๊ะมาให้

“นี่เป็นภารกิจครั้งสุดท้ายในการฝึกงาน..รายละเอียดอยู่ในนี้หมดแล้ว คราวนี้ไม่มีคะแนน ตัดสินจากการได้รับการยอมรับ จากคู่หู และคนที่อยู่ในภารกิจนี้.. ฉันดีใจนะที่ในที่สุดก็ญาติดีกันได้ แต่ยังไงตำแหน่งกัปตันก็ต้องมีคนเดียว เข้าใจไหม”

 

จิมมองดูอุปกรณ์ขนาดเล็กที่อยู่ในมือ ทั้งๆที่สิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดอยู่แค่ตรงหน้า แต่กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด ราวกับคำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ ตอกย้ำลงไปในห้วงความคิดไม่หยุด แม้จะพยายามเท่าไรก็ตาม

 

 

TBC

(NoctPrompt)How do you feel when falling in love?

How do you feel when falling in love?

Paring : Noctis x Prompto

Note : fluff ใน fluff ค่ะ ฮา ใครหลงเข้ามาอ่านก็ขอให้เอ็นจอยนะคะ ขอบคุณค่า

 

 

 

น็อคทิส ลูซิส เคลัม รัชทายาทเพียงคนเดียวแห่งอาณาจักรลูซิส.. หลายครั้งที่ได้ยินทั้งคำชื่นชม และคำนินทา ถึงความเพียบพร้อมในชีวิต ทั้งรูปสมบัติ และ ทรัพย์สมบัติ รวมไปถึงคู่หมั้นคู่หมายที่เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก น็อคทิสเพียงแต่ตอบรับด้วยอาการถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย.. ด้วยความสันโดษ และ รักอิสระ จึงตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ลำพังนอกวัง ซึ่งไม่วายให้องค์ราชาต้องเป็นห่วง ส่งราชองครักษ์คอยตามมาดูแลอยู่เนืองๆ

ในช่วงแรก ท่ามกลางความสงบเงียบ ได้คิด ได้อยู่ลำพัง ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้เขาพึงพอใจที่จะอยู่ในโลกใบนั้น โดยไม่เคยรู้จักคำว่าโดดเดี่ยว หรือ เหงา อาจเป็นเพราะเขาทำตัวให้กลมกลืนกับมันจนแยกไม่ออก

เวลาผ่านไปเมื่อคนที่สดใสราวกับพระอาทิตย์อย่างพรอมพ์โต้เข้ามา สิ่งที่เคยผ่านมาในชีวิตของเขาดูห่างไกลจากสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันไปมากทีเดียว น็อคทิสเรียนรู้ที่จะค่อยๆเปิดรับแสงสว่างนี้เข้ามาทีละเล็กทีละน้อย รู้ตัวอีกทีมันก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต.. ภายหลังยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองต้องการ.. ความอบอุ่นได้เยียวยาหัวใจที่เป็นน้ำแข็งสำเร็จแล้ว.. หากตอนนี้บางอย่างข้างในเรียกร้องมากกว่านั้น ซึ่งตัวเขาเองยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร

 

.

.

 

เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป.. แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสมีวันที่นิยามได้ว่า ‘สุดจะเฮงซวย’ เริ่มตั้งแต่เสด็จพ่อที่อยู่ๆก็ขุดเอาเรื่องความเอาแต่ใจที่ออกไปอยู่ตัวคนเดียวของเขา พร้อมๆกับภาระหน้าที่การเป็นเจ้าชายขึ้นมาสาธยายอีกครั้ง กลาดิโอที่ไม่พอใจกับการซ้อมดาบเมื่อวาน จนพวกเขาเกิดทะเลาะกันขึ้นมา และไหนจะอิกนิสที่ยืนกรานว่าจะต้องรายงานสภาพความเป็นอยู่ที่ผิดสุขลักษณะอย่างมาก หากเขาไม่เก็บกวาดห้องด้วยตัวเองอย่างน้อยๆอาทิตย์ละครั้ง

เขาก้าวเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าที่ปกติก็ไม่มีใครกล้ามายุ่งอยู่แล้ว วันนี้ออร่านั้นยิ่งเด่นชัดหนัก มือแกร่งโยนกระเป๋าลงบนโต๊ะดังสนั่น ก่อนจะฟุบลง บอกลาโลกที่น่าเบื่อภายนอกชั่วคราว

 

“อรุณสวัสดิ์ เจ้าชายเย็นชา” ดวงตาที่ยามนี้สะท้อนสีครามเข้มจัดตามอารมณ์ขุ่นมัวเหลือบมองไปยังผู้กล้าคนแรก ซึ่งก็เดาไม่ยากนักว่าเป็นใคร

“หนวกหูน่ะพรอมพ์โต้ วันนี้ฉันจะนอนทั้งวัน” เจ้าของชื่อทำตาโต พร้อมๆกับระเบิดเสียงหัวเราะ ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ นอนฟุบท่าเดียวกันอย่างล้อเลียน

“โฮ่ คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ ท่านพ่อ กลาดิโอ้ อิกนิส อ๊ะ หรือ ไปทำอะไรให้ท่านลูน่าโกรธ อุ๊บ!?” ไม่ต้องรอให้พูดจบ เจ้าชายหนุ่มรีบเลื่อนฝ่ามือไปปิดริมฝีปากเจื้อยแจ้วนั้น ใบหน้าคมเลื่อนเข้าใกล้จนหน้าผากแทบจะติดกัน

“ถ้าไม่คิดจะช่วยกันล่ะก็ เงียบไปเลย” ว่าแล้วอีกฝ่ายส่งยิ้มกวนๆให้แทน พร้อมกับลุกขึ้น และฉุดมือเขาให้ยืนตาม น็อคทิสส่งคำถามผ่านสายตาไปยังอีกคน แต่ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา.. ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ปล่อยให้ตัวเองถูกมือเล็กๆจับจูงไปด้วยความเคยชิน จวบจนกระทั่งพวกเขาปีนข้ามรั้วโรงเรียน เดินเข้ามาในย่านชุมชน ผ่านหน้าเกมเซ็นเตอร์ และในที่สุดก็หยุดลงที่สถานีรถไฟ

 

“นายจะพาฉันไปไหนกันแน่”

“นึกว่าจะไม่ถามเสียแล้ว” พรอมพ์โต้กล่าวเจือหัวเราะร่าเริง

 

“ทะเลไงล่ะ ไปทะเลกัน”

 

.

.

 

เส้นผมบลอนด์สว่างขึ้นกว่าทุกครั้งเมื่อกระทบกับแสงแดดจ้า แก้มใสซับสีเลือดฝาด ดวงตากลมโตราวกับเด็กๆเมื่อเห็นน้ำทะเลทอประกายอยู่ตรงหน้า พรอมพ์โต้ถอดรองเท้า ถุงเท้า พร้อมๆกับโยนเสื้อนอกทิ้งลงบนหาดทราย กระโดดโลดเต้นไปยังเกลียวคลื่นน้อยๆที่กระทบเข้าชายฝั่ง น็อคทิสถอนหายใจกับพลังอันเหลือเฟือที่อัดแน่นในร่างเล็กๆนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามฝ่ามือที่โบกไหวๆร้องเรียกอยู่เบื้องหน้าโดยดี

ตั้งแต่จำความได้ไม่มีสักครั้งที่เขาจะถูกขัดใจ แต่พอได้เจอกับพรอมพ์โต้ จึงได้เริ่มคิดว่าการยอมทำตามใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โดยเฉพาะกับคนคนนี้ ปฏิกิริยาตอบกลับแบบขาดๆเกินๆที่ได้รับนั้นถือได้ว่าเป็น ความเพลิดเพลินตาอย่างประหลาด สำหรับเขาก็คงไม่ผิดนัก

 

 

“เฮ้ออ ร้อนชะมัด” พรอมพ์โต้กล่าวเสียงอ่อย พลางทิ้งตัวลงนอนใต้ร่มไม้บนหาดทรายอย่างหมดแรง น็อคทิสเหยียดกายลงข้างๆด้วยสภาพไม่ต่างกันนัก หลังจากที่พวกเขาเล่นน้ำทะเลกันไปนานพอสมควร เริ่มจากสาดน้ำใส่กันไปมา จนต้องถอดเสื้อเชิ้ตออก พอเปียกไปทั้งตัวก็แข่งกันว่ายน้ำ ตกปลา จากที่พวกเขามาถึงที่นี่ตอนตะวันตั้งตรงจนตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี

“ก็เอาแต่เล่นเป็นเด็กๆขนาดนั้น”

“นายก็เหมือนกันแหละน่า” เขาเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ เมื่อร่างเพรียวพลิกตัวหันมาหาเขาด้วยสีหน้างอง้ำ

 

“แล้วเป็นไงล่ะ หายเซ็งบ้างหรือยัง” น็อคทิสไม่ได้ตอบ เพราะเกือบลืมไปแล้วว่าเขามาที่นี่เพราะอะไร เวลาผ่านไปเร็วอย่างเหลือเชื่อ คงเป็นเพราะบรรยากาศดีๆ และเกลียวคลื่นที่พัดเอาความขุ่นมัวในใจลงไปหมด หรือ เพราะเสียงใสๆที่เอาแต่พูดเจื้อยแจ้วเหมือนทุกวัน

ใบหน้าหวานประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทันเมื่อเขาเงียบไปจนผิดสังเกต ยิ่งทำให้ต้องเบือนหนีอย่างไม่สบอารมณ์ในตัวเองจนเสียงประท้วงข้างๆดังไม่หยุด.. ตอนนี้เขารู้สึกร้อนๆขึ้นมา ไม่ใช่แค่เพราะอากาศ แต่ลามมาถึงกลางอก และผิวแก้มด้วย

“โธ่ น็อค อะไรกัน.. อ๊ะ ทางนั้นๆซ้ายมือ เห็นไหม?” เมื่อหันไปก็พบกับกลุ่มสาวสวยในชุดว่ายน้ำซึ่งโดดเด่นดึงความสนใจของผู้คนแทบจะทั้งหาด โดยเฉพาะพรอมพ์โต้ที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อหนึ่งในนั้นหันมาขยิบตาให้

 

“เฮ้ นานๆทีอย่าอิจฉาฉันน่าน็อค ปกติที่โรงเรียนนายก็มีสาวๆล้อมหน้าล้อมหลังอยู่แล้ว”

“เปล่านี่”

“งั้นก็เลิกทำหน้าน่ากลัวเสียที”

“ฉันหิวแล้ว” น็อคทิสเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอขมวดคิ้ว เขากระแอมแก้เก้อ รีบลุกขึ้นคว้าเสื้อนอกมาใส่ ทำเอาเพื่อนรักกึ่งเดินกึ่งหอบตามมาแทบไม่ทัน

“นี่ๆน็อค เสป็คของนายเป็นแบบไหนกันเหรอ อ๊ะ อย่างนายต้องแนวพี่สาวใจดีใช่มั้ยล่ะ” จวบจนกระทั่งเข้ามาถึงในย่านร้านค้า หัวข้อสนทนาก็ยังคงวนเวียนอยู่เรื่องเดิมจนคนฟังแทบอยากจะกุมขมับ

“ฉันไม่ได้ชอบผู้หญิงอายุมากกว่า”

“จริงเหรอ!?แล้วนายชอบแบบไหนล่ะ?” น็อคทิสผงะอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งกับคำพูดตัวเอง และพรอมพ์โต้ที่ยื่นหน้าเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามันใกล้เสียจนสังเกตได้ถึงแพขนตายาว รวมถึงนัยน์ตาที่มีสีอ่อนกว่าเขา มันเป็นสีฟ้าจัด ประกายระยิบราวกับท้องฟ้าในเวลากลางวัน เส้นผมบางส่วนเริ่มแห้งเกลี่ยตามกรอบหน้า ทุกอย่างประกอบกันแล้วทำให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ชวนให้นึกถึงเทวดาในเทพนิทายที่เคยฟังสมัยเด็ก..

จนเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนอีกครั้งถึงได้รู้สึกตัว เขารีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดบ้าๆที่โผล่เข้ามา ก่อนจะรีบสาวเท้านำหน้าไปอีกครั้ง ทิ้งให้คนด้านหลังสับสนหนักกว่าเดิม

 

.

.

 

 

“หา!?รถไฟที่จะไปอินซอมเนียหมดรอบแล้วเหรอครับ!?”

ประโยคนั้นทำเอาเจ้าชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสนใจทันที พรอมพ์โต้ยิ้มแหยๆออกมาจากห้องจำหน่ายตั๋ว พร้อมกับขอโทษขอโพยที่จำเวลาผิด เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดารอบรถจึงน้อยกว่าปกติ นาฬิกาข้อมือขณะนี้บอกเวลาปลายหัวค่ำซึ่งก็ใกล้จะเข้าช่วงดึกดื่นไปทุกที มือใหญ่โยกศีรษะคนที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างสำนึกผิด

 

“ช่างมันเถอะน่า”

“แต่ว่า.. แบบนี้ นายจะยิ่งโดนอิกนิสโกรธหนักกว่าเดิมไม่ใช่หรือไง..”

“คงไม่มากไปกว่านี้เท่าไหร่หรอก” พูดจบก็คว้ากระเป๋าขึ้นมา เมื่อสังเกตว่าเจ้าตัวยังยืนอยู่ที่เดิมจึงได้กวักมือเรียก

 

“มาสิ พระสหาย คืนนี้เราคงต้องนอนที่นี่แล้วล่ะ แต่บอกไว้ก่อน ฉันไม่มีเงินนะ” คำพูดล้อเลียนนั้นทำให้คนที่ยังยืนอยู่ค่อยๆคลี่ยิ้ม ก่อนจะกระโดดมาโอบไหล่เขาอย่างเคยชิน..

วินาทีนั้นน็อคทิสแตะมือลงบนอกของตน เมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งพักหลังๆเป็นบ่อยขึ้นทุกที.. เขาคงจะต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองอย่างที่อิกนิสบอกจริงๆเสียแล้ว

 

พวกเขาเดินกลับมาในตัวเมืองเพื่อหาที่พักในคืนนี้ แต่ดูโชคจะไม่เข้าข้างนักเรียนตัวน้อยๆสองคน เพราะทุกที่ล้วนราคาสูงลิ่วเนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว.. ทั้งสองทิ้งตัวลงบนม้านั่งในสวนสาธารณะอย่างหมดแรง และยอมแพ้ต่อโชคชะตา หลังจากโบกมือลาโรงแรมที่สุดท้าย

 

“สงสัยจะได้นอนตากลมกันจริงๆแล้วสินะ” พรอมพ์โต้ว่าพลางยืดแขนไล่อาการปวดเมื่อย ศีรษะเล็กๆนั้นเอนซบลงบนไหล่ ทิ้งน้ำหนักลงมาด้วยหวังจะแกล้งให้เขาได้โวยวายเหมือนทุกครั้ง ติดที่ว่าเขากลับชินเสียแล้ว บวกกับความเหนื่อยล้าจากการเดินวนแทบจะรอบเมืองทำให้ไม่มีแรงจะต่อล้อต่อเถียงอีก ความอบอุ่นส่งผ่านจากบริเวณที่สัมผัสกันไปทั่วร่างกาย อากาศที่เริ่มเย็นลงจึงไม่ส่งผลเลยสักนิด ลมหายใจสม่ำเสมอจากคนข้างๆทำให้พาลนึกไปว่าเจ้าตัวหลับไปแล้ว จึงเผลอไล้ปลายนิ้วจับปอยเส้นผมลื่นมือนั้นเล่น แต่ผิดคาดเมื่อจู่ๆแก้วตาใสคู่นั้นลืมขึ้น และจ้องกลับมาอย่างยากจะคาดเดา พรอมพ์โต้ไม่ได้กล่าวว่าอะไร เพียงแต่ผละออกไปช้าๆ

 

“นี่.. น็อค เมื่อตอนกลางวัน.. สรุปเสป็คนายเป็นแบบไหนเหรอ?”

“ยังไม่จบอีก..” ประโยคแรกที่ชวนคุยทำเอาคนฟังขมวดคิ้ว

“ก็ฉันอยากรู้นี่นา.. ฉันเป็นเพื่อนของนายแท้ๆ ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่รู้มันแย่ชะมัด”

เขาถอนหายใจเมื่อรู้ดีว่าลูกไม้เสียงเบาๆพร้อมกับอาการซึม เงียบงันไปถนัดตานั้น เป็นหนึ่งในวิธีที่เจ้าตัวชอบใช้เวลาเขาเลี่ยงไม่ตอบอะไรบางอย่าง และน่าแปลกที่ถึงแม้น็อคทิสจะรู้ พรอมพ์โต้ก็ยังใช้ได้ผลอยู่เรื่อยไป

“ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง”

“ไม่ใช่แบบเจ้าหญิงลูน่าเหรอ”

“กับลูน่าเรารู้จักกันตั้งแต่เกิด จะเรียกว่าเป็นสเป็คมันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว”

“เหรอ.. แล้วถ้าแบบฉันล่ะ?” คำถามนั้นทำเอาเจ้าชายหนุ่มแทบสำลักอากาศ เขาเกือบโดนหน้าตาใสซื่อนั้นหลอกเอา ถ้าไม่ติดที่ว่ารอยยิ้มมุมปากนั้นมันสื่อว่ากำลังแกล้งเขาชัดๆ มือแกร่งล็อคคออีกคนพร้อมๆกับยีเส้นผมนุ่มๆนั้นจนเจ้าตัวร้องโอดโอย

 

“โอ๊ยย ยอมแล้ว น็อค ฉันล้อเล่นเฉยๆน่า.. ก็ ช่วงนี้นายทำตัวแปลกๆ..”

“แปลกเหรอ แปลกยังไง” เขาชะงักมือ คนที่เพิ่งได้เป็นอิสระ รีบเขยิบตัวห่างออกไปอย่างระวังตัว พลางจัดทรงผม เสื้อผ้าไปเรื่อยแก้เก้อ

“ไม่รู้สิ.. ฉันแค่รู้สึกเหมือนพักนี้นายชอบมองฉันบ่อยๆ.. แล้วมัน..”

“ยังไงล่ะ..” น็อคทิสยกยิ้ม หัวใจสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ หากแต่รู้ตัวว่ากำลังถือไพ่เหนือกว่า ฝ่ายที่ถูกไล่ต้อนเอาคำตอบจนผิวแก้มขึ้นสีระเรื่อมองค้อนเขาวงใหญ่เมื่อกำลังจนแต้ม เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่เหมือนยาวนานอย่างเหลือเชื่อจนพาลให้ใจเต้นจนเจ็บไปหมด พลันแสงสีพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลนั้นก็ดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน

“อ๊ะ นั่นดูสิ เขาจุดพลุกันล่ะ นั่นไงๆ”

 

เจ้าชายหนุ่มเผลอสบถ เมื่อประกายแสงงดงามเหล่านั้นโผล่ขึ้นมาได้ถูกจังหวะเกินไป คนข้างๆเขาได้ทีลุกขึ้นยืนบนม้านั่ง พร้อมๆกับส่งเสียงชี้ชวนให้เขาขึ้นมาดูตามเพื่อจงใจกลบเกลื่อนหัวข้อสนทนาเมื่อสักครู่นี้ ทว่ามันก็ได้ผล เมื่อเขาเริ่มรู้สึกเพลิดเพลินกับบรรยากาศมากกว่าจะวกกลับไปตั้งคำถามเรื่องเดิม แน่นอนว่าไม่ใช่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบนในตอนนี้ แต่กลับเป็นคนข้างๆเขาที่ดูจะจริงจังกับการแสร้งทำเป็นตื่นเต้นมากเกินไปต่างหาก.. จนกระทั่งเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขากำลังเผลอมองเพื่อนสนิทตัวเองอย่างที่เจ้าตัวว่ามาจริงๆก็สายไปเสียแล้ว และน็อคทิสเลือกที่จะทำต่อไป.. ในเมื่อภาพที่เห็นมันทำให้เขาอารมณ์ดีขนาดนี้ จะขอยอมรับว่ามันเป็นความจริงสักข้อคงไม่เสียหายอะไร และมันคงจะนานจนอีกฝ่ายหันมา ท้องฟ้าที่อยู่ในดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเขา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้แทบจะตกเก้าอี้

 

“อย่าตกหลุมรักฉันเชียวล่ะ เจ้าชาย”

 

ไม่รู้เขาทำสีหน้าแบบไหนออกไป รู้เพียงแต่พรอมพ์โต้หัวเราะดังลั่น แสงสีละลานตาจากพลุที่กระจายตัวอยู่สะท้อนลงบนผิวหน้าขาวๆจนคล้ายกับภาพฝัน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนไหนบนโลกที่ส่องประกายได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน

 

เจ้าชายหนุ่มโดนโจมตีเข้าให้อย่างจัง ไม่ว่ามันจะเป็นคำหยอกเล่น หรือ คำเตือน กว่าน็อคทิสจะรู้ตัวว่าตกหลุมพรางโจโกโบะตัวน้อยเข้าเสียแล้วก็อีกหลายเดือนให้หลังทีเดียว..

 

 

END

(Spirk)Little Universe

Little Universe

Paring : Spirk

Note : ฟิคนี้เขียนเพื่อแลก สคส.2017 ค่า ขอบคุณคนแลกที่ให้เอามาแชร์ลงบล็อคนะค้าา

 

 

หลายครั้งที่ดวงตาสีฟ้าเผลอมองไปที่คนคนหนึ่ง.. ตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ที่สถาบัน จวบจนทำงานบนยานเอ็นเตอร์ไพรซ์ ด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่ คนคนนั้นกลายมาเป็นต้นเรือของเขา

ทุกครั้งที่รู้สึกตัวก็พยายามห้ามไม่ให้ตัวเองไปสนใจเรื่องราวของลูกเรือคนนี้มากนัก หากแต่การกระทำทุกอย่างกลับผ่านจากสายตาเข้าสู่ห้วงคำนึงของเขาอยู่แทบจะทุกเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของเขาต่อแฟนสาว อูฮูร่า..

ในช่วงแรก เจมส์ ที เคิร์ก พยายามให้เหตุผลตัวเองว่า ชาววัลแคน ช่างมีบางอย่าง ‘น่าสนใจ’ กว่าเอเลี่ยนสายพันธ์อื่น ทว่าความรู้สึกวูบโหวงภายในใจทุกครั้งยามที่เห็นสองคนใกล้ชิด และพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันขึ้นไปเรื่อยๆ ยังไม่รวมถึงหลายเหตุการณ์ ที่สป็อคทำให้ทุกคน ซึ่งไม่ใช่แค่เขา ตระหนักได้ว่า วัลแคนใช่ว่าจะไร้ความรู้สึกไปเสียทีเดียว พวกเขามี ต่อคนที่เขา ‘รัก’ ยิ่งคิดเขา ‘เจ็บปวด’ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาใช้เวลาพอสมควรกว่าจะ ยอมรับ และ ค้นหาว่าสาเหตุมันมาจากที่ใด

เขาหลงรักสป็อค..

และมันไม่มีวันเป็นไปได้

 

จิมเลือกที่จะวางสถานะเป็นแค่ ‘เพื่อน’ ที่ดีตลอดไป และมันควรจะเป็นอย่างนั้น..

 

.

.

 

เจ้าของผมสีบลอนด์เงยหน้ามองท้องฟ้าแปลกตาของเมืองยอร์คทาวน์ โดยมีศูนย์บัญชาการสตาร์ฟลีทเป็นฉากหลัง.. เขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่มาช่วยงานที่นี่ ทุกอย่างค่อนข้างกะทันหัน เมื่อพลเรือที่เคารพติดต่อมาหา โดยเขาซึ่งกำลังอยู่ใน ‘สถานการณ์ที่น่าอึดอัด’ จึงรีบตกปากรับคำ ออกเดินทางมาแทบจะทันที

 

“กัปตันเคิร์ก..” เขาหันไปตามเสียงเรียก และเมื่อพบว่าเป็นใครจึงโค้งเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ

“คุณปารีส.. เลิกงานแล้วเหมือนกันเหรอครับ”

“ฉันอยากมาขอบคุณคุณอย่างเป็นทางการ ที่อุตส่าห์มาช่วยทางนี้ ทั้งๆที่งานบนเอ็นเตอร์ไพรซ์ก็ล้นมืออยู่แล้ว”

“ไม่เลยครับ ผมยินดี” เขาฝืนพูด พลางกลืนน้ำลายเฝื่อนคอ แน่นอนว่าเขาเต็มใจจะช่วยผู้มีพระคุณ แต่ก็อดละอายใจไม่ได้เมื่อรู้ดีว่าสาเหตุหลักของตนคืออะไร

จิมสนทนากับผู้สูงวัยกว่าได้เพียงชั่วครู่ เครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าก็ร้องดังขึ้นมาขัดจังหวะ เธอจึงถือโอกาสกล่าวลากลับเข้าไปในตัวอาคาร มือที่กดรับไม่ทันไร กลับกลายเป็นต้องรีบเอามันให้ห่างออกจากหูเมื่อปลายสายตะโกนกลับมาดังลั่น

“เจ้าจิม!! แก จะหยุดสร้างปัญหาให้ฉันสักวันได้ไหมหา!!?”

“โธ่ โบนส์.. นี่ฉันมาทำงานน้า..”

“ทำมาพูดดี นายให้ฉันโกหกลูกเรือทั้งลำว่าไปพักร้อน จะได้ไม่มีใครรู้ว่านายไปไหน ทีนี้จะเล่าได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนายและเจ้าก็อบลินหน้าเขียวนั่น”

ดีกรีความหงุดหงิดที่ยังคงปะทุ ทำเอาเผลอหลับตาปี๋โดยไม่รู้ตัว ไม้ตายเสียงโอดครวญแบบลูกหมาดันใช้ไม่ได้ผล

“เออ.. คือ เรื่องมันยาวนะ”

“ฉันออกกะแล้ว มีเวลาฟังนายทั้งคืน” เขาถอนหายใจ เมื่อต้องสั่งการให้สมองปะติดปะต่อเรื่องราวที่อยากจะลืมเพื่อเล่าให้กับเพื่อนตัวแสบของเขาอย่างเสียมิได้

 

 

“เรื่องของเรื่องมันเกิดตั้งแต่วันคริสมาสต์ที่ผ่านมา…..”

 

.

.

.

 

 

จิมไล่ชนแก้วกับทุกคนตั้งแต่หน้าประตูจนถึงบาร์ ทุกครั้งที่หยุดแวะก็จะมีเสียงผิวปาก พร้อมๆกับโห่แซวดังขึ้นไม่ขาดสายแทบจะแข่งกับดนตรีในคลับทีเดียว แค่เห็นลูกเรือยิ้มแย้มมีความสุข กัปตันอย่างเขาก็พลอยดีใจไปด้วย

การปิดไนต์คลับฉลองคริสมาสต์ครั้งนี้เป็นไอเดียของเขา กับโบนส์ และซูลู ที่ลงความเห็นกันว่า ไหนๆก็ได้ชอร์ลีฟบนโลกในวันหยุดยาวทั้งที น่าจะมีปาร์ตี้เล็กๆเป็นของขวัญให้ลูกเรือบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องแบบนี้เขาไม่เคยขัดอยู่แล้ว

 

สายตาหยุดลงที่แผ่นหลังคุ้นเคยบนเก้าอี้บาร์พอดี เจ้าตัวยิ้มเผล่ และทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

“ไง พ่องานโบนส์ วันนี้ไม่เมาไม่ให้กลับนะ”

“เหอะ! ฉันน่ะถึงอยากก็เมาไม่ได้ เพราะต้องคอยหิ้วนายกลับไงล่ะ เจ้าหนู!”

คำตอบที่ได้รับทำเอาเขา และคนอื่นรอบตัวหัวเราะร่วน ก่อนที่บทสนทนาจะถูกต่ออย่างลื่นไหล เจ้านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้นท่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะลูกเรือเอ็นเตอร์ไพรซ์วันนี้ดูท่าจะรื่นเริงกับงานเลี้ยงเป็นพิเศษ

“ว่าแต่ กัปตัน คุณสป็อคไม่มาเหรอครับ”

“เชคอฟ!เอ็งจะไปถามถึงมันทำไมวะ เหล้าขมหมดเลยเนี่ย” เสียงโอดครวญจากโบนส์ที่ดังขึ้นทันทีทำเอาทุกคนระเบิดหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่รู้สิ.. ฉันชวนแล้วนะ แต่เขาบอกว่าต้องเร่งมือเรื่องงานวิจัยที่นิววัลแคนขอร้องมา”

 

“ถ้าถึงขั้นกัปตันเป็นคนเอ่ยปากแล้วปฏิเสธนี่คงยากแล้วล่ะ”

“ช่ายยย ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แม้แต่อูฮูร่า..” ประโยคต่อไปถูกตัดฉับ เมื่อสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มจะหนาวๆพิกล และสาเหตุจะมาจากใครไม่ได้นอกจาก คุณหมอประจำยาน

จิมยิ้มบางๆแทนคำตอบ

ชีวิตนี้เขาจะต้องขอบคุณโบนส์สักกี่รอบกันนะ..

 

อูฮูร่า ลูกเรือที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมชะตากรรมกับเขาหลายต่อหลายครั้ง ..และคนรักของสป็อค ทั้งคู่เคยเลิกกันไปครั้งหนึ่ง สถานะปัจจุบัน ยังไม่ชัดเจน และไม่มีใครกล้าถามแม้แต่เขาเองก็ตาม

ในสายตาของลูกเรือ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทุกคนแอบสงสัย ในความสนิทสนมของกัปตันและต้นเรือ แต่บางเรื่องที่เล่าต่อๆกันก็เกินจริงไปมาก อย่างเช่น พ่อของสป็อคอยากได้เขามาเป็นลูกสะใภ้ (หรือลูกเขย..?) จนถึงขนาดทาบทามจะให้มาทำพิธีกันที่ดาวนิววัลแคน

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครกล้าให้ถึงหูสป็อค ซึ่งสำหรับจิมเองมีสายอย่างโบนส์คอยมารายงานเรื่อยๆอยู่แล้ว แต่เขาเองไม่ได้ถือสาอะไร ในเมื่อความจริง ระหว่างพวกเขามันไม่มีอะไรมากไปกว่า ความสนิทสนมกันแบบ ‘เพื่อน’

 

“เฮ้ กัปตัน! คุณต้องอยากดูนี่แน่ๆ!” เสียงร้องเรียกจากอีกฝั่งของห้อง ดึงให้หลุดจากภวังค์ ริมฝีปากเปรยยิ้ม เขาคลายมือที่เผลอกำเอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวออก ก่อนจะเดินไป ละเอาความคิดฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง
และจิมก็ลืมมันไปจริงๆ เพราะ ‘อะไรที่อยากให้ดู’ มันคือการดวลแก้วกันอย่างไม่ยั้ง ยิ่งพ่วงตำแหน่งกัปตันเขายิ่งปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งช่วงหลังๆแก๊งโบนส์ ที่อยู่ที่บาร์เมื่อสักครู่ถูกลากเข้ามาร่วมด้วยแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่า ใครยังไม่โดนให้ดื่มหมดแก้ว นี่แทบจะถูกกรอกปากกันเลยทีเดียว

อาการมึนเมาเริ่มเข้าครอบงำ ถ้าปล่อยไปตามน้ำมากกว่านี้คงไม่ดีแน่ เจ้าพวกนี้เวลาแกล้งคนทีไม่เคยสนหน้าอินทร์หน้าพรหม และเขายังไม่อยากมีภาพเด็ดให้โดนล้อไปทั้งปี เมื่อมองซ้ายมองขวา เห็นว่าตอนนี้ทุกคนกำลังสนใจกลุ่มสาวๆบนฟลอร์ จึงสบโอกาสรีบเดินออกมาสูดอากาศด้านนอก

 

ไอเย็นๆพัดเข้ามาใส่ทันทีที่เปิดประตูออกไป สองมือรีบซุกกระเป๋าเสื้อโค้ท

หิมะ..ใกล้จะตกแล้วล่ะมั้ง..

อากาศที่ไม่เป็นใจทำให้ยอมแพ้จนจะกลับไปข้างในเหมือนเดิม หากสายตาไม่ไปสะดุดลงที่เงาร่างคุ้นตา

 

“สป็อค..!?”

เจ้าของชื่อเร่งฝีเท้ามาที่เขาแทนคำตอบ สป็อคสวมเสื้อโค้ทสีดำตัวเดิม กับผ้าพันคอไหมพรมสีกรมท่า แค่เสื้อผ้าง่ายๆตามสไตล์  แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่ามันทำให้ชายหนุ่มดูโดดเด่น ยิ่งในคืนวันคริสมาสต์ที่เต็มไปด้วยสีสันแบบนี้ ว่าแล้วก็อยากจะชกหน้าตัวเองแรงๆ หากโบนส์อยู่ด้วยเขาคงโดนเอ็ดลั่น ว่าทำหน้า ‘เคลิ้ม’ ไปโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว

“จิม..”

“นาย.. มาได้จริงๆด้วย” จิมเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ พวกเขายืนห่างกันไม่ถึงคืบ ทั้งที่วัลแคนมีร่างกายที่เย็นกว่ามนุษย์ แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นมาเมื่อมีอีกคนอยู่ข้างๆเสียอย่างนั้น

“ผมบอกคุณไปแล้วว่าหากทำงานเสร็จทัน ผมจะมา”

“อืม.. เอ่อ นายคงไม่รู้ว่าสำหรับมนุษย์มันคือคำปฏิเสธกลายๆน่ะ” สีหน้ายุ่งๆที่ส่งมาจากอีกฝ่าย ทำเอาเขาอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ นี่คงแอบนินทาชาวโลกในใจอีกแน่

“ช่างเถอะ นายมาก็ดีแล้ว เข้าไปข้าง..” ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเพลงจากด้านในดังขึ้นกว่าเดิม ตามมาติดๆด้วยเสียงปรบมือเฮฮา เขาชะงักก่อนจะเปิดแง้มดู ตอนนี้หนึ่งในลูกเรือกำลังถอดเสื้อและโชว์ลีลาการเต้นรำบนโต๊ะ ในขณะที่โบนส์ถูกยุยงให้ขึ้นไปเป็นรายต่อไป ดูเหมือนว่าลูกเรือชายทุกคนจะตกเป็นเหยื่อ หลังจากที่สาวๆได้แสดงโชว์ไปแล้ว เมื่อคิดได้เขารีบปิดประตูฉับ

“ฉันว่า เราไปที่อื่นกันดีไหม.. นายไม่อยากเข้าไปตอนนี้แน่ สป็อค” ประโยคหลังถูกพูดต่อทันทีเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะขัด

เขารีบดันหลังสป็อคให้ออกเดินไปจากที่นี่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพาดแขนโอบไหลกว้างอย่างคุ้นเคย จากนั้นเขาก็ลืมทุกสิ่งรอบตัว.. พวกเขาพูดคุยกันเหมือนทุกวัน ถึงแม้จะส่วนมากจะเป็นเขาที่พูด สป็อคที่ฟัง และคอยออกความเห็นกวนๆขัดเขาอยู่เรื่อย แต่ก็รู้สึกมีความสุขอย่างที่มันเป็น

เขาชอบ เวลาที่ริมฝีปากบางนั้นยกขึ้นน้อยๆ เพราะมันเหมือนกับกำลังยิ้มให้เขา

เขาชอบ เวลาใบหน้าคมเข้มหากแต่เรียบเฉยนั้นตั้งใจมองมาที่เขา เวลาที่เล่าอะไรให้ฟัง

 

บางครั้งพวกเขาก็คิดอะไรเหมือนกัน และบางครั้งก็ต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ..หลายครั้งที่เขาไม่รู้ตัวว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่า มันเป็นความเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด และวกกลับไปที่ความคิดบ้าๆที่ว่า..

 

ทำไมถึงไม่เป็นเขา..

 

“จิม.. เรากำลังจะไปที่ไหนกัน?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม หลังจากที่เดินออกมาสักพัก ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในย่านการค้า แต่ด้วยเวลาขณะนี้ ร้านรวงส่วนมากจึงปิดไปหมดแล้ว จิมกวาดตาดูรอบๆ และยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเห็นกลุ่มแสงไฟจากซุ้มประตู และต้นคริสมาสต์ห่างออกไปไม่ไกลนัก

 

“ไงสป็อค นายเคยมาเดินตลาดนัดวันคริสมาสต์หรือเปล่า” จิมถามอย่างร่าเริง แทบไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ เมื่อกำลังตื่นตาตื่นใจกับของแปลกๆจากต่างดาวที่นำมาวางขายหลากหลาย

“ไม่ครับ.. ชาววัลแคนไม่เฉลิมฉลองคริสมาสต์ เลยไม่มีการออกร้านแบบนี้”

“งั้นนี่ก็เป็นครั้งแรกสินะ นายอยากดูอะไรเป็นพิเศษไหม? อ้อ หิวรึเปล่า?”

“จิม วัลแคนไม่..”

“หยุดเลย ฉันผิดเองที่ถาม.. แต่ขอเดาว่านายยังไม่ได้กินอะไรเลย เพราะมัวแต่ปั่นงานสิท่า” พูดจบก็รีบนำอีกฝ่ายเดินหาร้านอาหาร ซึ่งก็ไม่ได้ยากนัก แต่ละร้านถูกจัดเป็นซุ้มอย่างดี โคมไฟสีนวลดวงน้อยห้อยตามเสาแต่ละต้น ทอดยาวไปถึงยอดซุ้ม โต๊ะเก้าอี้ไม้สะดวกต่อการจัดเก็บ แต่เรียบง่าย เข้ากันกับของตกแต่งวันคริสมาสต์ จิมมองบรรยากาศรอบตัวอย่างชื่นชม จนเริ่มเอะใจว่าทุกโต๊ะล้วนมีแต่คู่รัก

“เอ่อ ขอโทษทีนะที่ลากนายมา นายคงอยากเจออูฮูร่าก่อนสินะ?” เขาเอ่ยถามเสียงเจื่อน อาหารที่เพิ่งมาเสิร์ฟดูจะกร่อยไปทันทีเมื่อจู่ๆน้ำย่อยก็หยุดทำงานกะทันหัน

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เพราะถึงผมชวนเธอ ก็คงไม่มาอยู่ดี” คำตอบที่ได้รับราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป แต่คนฟังกลับอ้าปากค้าง สิ่งที่เคยสงสัยก่อนหน้านี้กระจ่างชัดในประโยคเดียว เสียแต่ว่ารู้ในเวลาที่ผิดไปมาก

“เอ่อ ฉันขอโทษจริงๆนะ..” ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจับใจ เมื่อคนตรงข้ามก้มหน้าหลบสายตาเขา ทั้งๆที่อาหารในจานก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น

“คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษผม จิม.. บางที ผมอาจจะเป็นอย่างที่เธอว่า..

ผมคง ไม่มีวันเข้าใจหัวใจของมนุษย์จริงๆ..”

 

ไม่มีใครพูดอะไรอีก ไม่มีเสียงใดๆนอกจากส้อมและจานที่กระทบกัน จวบจนกระทั่งพวกเขาเดินออกมาจากร้านอาหาร จิมนึกอยากจะกระโดดออกนอกโลกไปตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดที่ดันถามเรื่องไม่เป็นเรื่องออกไป

ลึกๆเขาอยากจะเถียงไปว่า สป็อค ‘มีความรู้สึก และ เข้าใจ’ มนุษย์มากกว่าที่เจ้าตัวคิด เขารู้ดี เพราะเขาเฝ้ามองมาตลอด.. เขาเห็นความพิเศษนั้นจากสป็อคที่ส่งไปให้ใครอีกคนหนึ่ง แต่ทุกอย่างกลับหยุดอยู่เพียงลำคอ ไม่สามารถกล่าวออกไปได้

เขากลัว.. ว่าจะเผลอพูดอะไรออกไป ทำให้อีกฝ่ายรู้.. และเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการคำตอบ..

 

เท้าที่กำลังจะก้าวต่อหยุดชะงักลง เมื่อหันกลับไปก็พบกับสป็อคที่มักจะเดินตามหลังเขาหนึ่งก้าวเสมอ.. และขณะที่เขากำลังจะตัดสินใจพูดอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ไร้สาระพอจะทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ปรากฏสู่สายตาก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ

 

 

“จิม.. ด้วยอายุ และตำแหน่งการเป็นกัปตันที่ได้เห็นอวกาศแทบทุกวันแล้ว.. มันไม่มีเหตุผลเลยที่คุณอยากเล่นเครื่องเล่นชนิดนี้..” สป็อคยังคงยืนยันคำเดิม ถึงแม้พวกเขาจะยืนอยู่หน้าสุดของแถวแล้ว

“เหอะน่าสป็อค ชิงช้าสวรรค์กับวันคริสมาสต์น่ะเป็นของคู่กันนะ” ไม่พูดเปล่า จิมดันหลังสป็อคให้เดินนำหน้าเข้าไปในกระเช้าโปร่งใสที่มาถึงพวกเขาพอดี “เฮ้.. ดูสิๆมันเคลื่อนแล้วสป็อค!”

จิมเหลือบมองสป็อคที่แสดงอาการเหมือนกับถอนหายใจ ซึ่งเป็นทุกครั้งเวลาเขาทำอะไรที่โบนส์มักจะบอกว่าเป็นการ ‘เล่นซน’ พลางปลดผ้าพันคอออกจากอากาศที่อุ่นขึ้นจากฮีทเตอร์ ดวงตาสีน้ำตาลเหม่อมองออกไปด้านนอกโดยไม่หันกลับมาอีก จนดวงตาอีกคู่มองตามไปยังทิศทางนั้น.. พบเพียงทิวทัศน์ของโลก แสงไฟหลากสีทั้งจากอาคาร และยานยนต์ประปราย

เขาอยากรู้ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้นกำลังคิดอะไรอยู่..

พวกเขามองเห็นสิ่งเดียวกัน อยู่ในดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน แต่สิ่งที่คิดอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง.. คนบางคนอาจเป็นจักรวาลเล็กๆของใครคนหนึ่ง อยู่ในห้วงคำนึงแทบจะตลอดเวลา

แล้วตัวเขา.. พอจะเป็นเพียงแค่ฝุ่นธุลีที่อยู่ในจักรวาลของสป็อคได้ไหมนะ..

 

ฉับพลัน เสียงเครื่องยนต์ดับลงก็ดังแทรกขึ้นมา พวกเขามองหน้ากัน เมื่อพบว่าค้างอยู่บนจุดสูงที่สุดของชิงช้าสวรรค์ ดวงไฟ และเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานปกติทำให้เข้าใจได้ว่าคงเป็นการบริการลูกค้าให้ได้ชื่นชมทิวทัศน์ของเมืองได้นานขึ้น

 

“โรแมนติคชะมัดเลยเนอะ” จิมเอ่ยขึ้นมาแก้เก้อ เมื่อพวกเขาต่างหันกลับมานั่งจ้องตากันหลายวินาทีโดยไม่มีใครพูดอะไร

“ผมคงต้องบัญญัติคำศัพท์คำใหม่ของมนุษย์ว่า เหตุการณ์แบบนี้เรียกว่า ‘โรแมนติค’ ” คำตอบสมกับเป็นเจ้าตัวจนเขาหลุดหัวเราะ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยแซวต่อ วัตถุสีขาวที่ค่อยๆร่วงลงมาด้านนอกก็เบนความสนใจไปเสียก่อน

“สป็อค!ดูนี่สิ หิมะตกแล้ว” ไม่พูดเปล่า เขารีบเขยิบไปชิดริมขอบหน้าต่าง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาได้ฉลองไวท์คริสมาสต์อย่างมีความสุข และทันทีที่สังเกตเห็นหน้าต่างระบายอากาศด้านบนของกระเช้า เขาก็ลุกยืนขึ้นบนที่นั่ง มือขาวผลักให้มันเปิดออก โดยใช้แรงไม่มากนัก ยังไม่ทันจะได้สัมผัสเกล็ดหิมะ กับลมเย็นๆ คนตรงข้ามกลับรีบลุกขึ้นมาคว้าข้อมืออีกข้างเอาไว้

“จิม มันอันตราย ผมขอให้คุณลงมาเดี๋ยวนี้” สีหน้าดุๆพร้อมกับคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน ไม่ได้ทำให้กัปตันคนเก่งกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มหวานๆถูกส่งให้แทน

“สป็อค ฉันเป็นกัปตันยานอวกาศนะ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”

“มันไม่เกี่ยวว่าคุณเป็นกัปตันหรือไม่..” แม้จะไม่รู้ว่าคำพูดนั้นมีน้ำหนักมากเพียงใด และแม้ความหมายที่เข้าใจจะต่างกัน.. แววตาที่อ่อนลง แต่กลับไม่ผ่อนแรงที่กระชับข้อมือ การแสดงออกที่คล้ายกับความเป็นห่วงนั้นมากพอที่จะทำให้เขาพยักหน้าเงียบๆ ยอมทำตามแต่โดยดี

ทว่าจังหวะที่กำลังจะก้าวลงมานั้น เขากลับเสียหลัก และก่อนที่จะร่วงลงไปกระแทกกับพื้น สป็อคก็รับเขาเอาไว้ทัน ความอุ่นจากร่างกายที่แนบสนิทกัน ไม่เท่ากับอุณหภูมิบนหน้าของจิม วงแขนแกร่งที่โอบรอบตัวเอาไว้ทำให้ยากที่จะฝืนกายออกมา ชั่วอึดใจเขาค่อยๆรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีน้ำตาล.. ที่แสดงความสับสนระคนตกใจเช่นกัน สีหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากสป็อคทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแปลกๆ เมื่อพยายามผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติ ถึงพบว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีอาการเช่นนี้ แต่ละวินาทีผ่านไป จนสป็อคเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว มือใหญ่ละออกช้าๆ หากแต่จิมกลับคว้าเอาไว้ดังเดิม

 

“สป็อค.. ถ้าตอนนี้นายอยู่กับอูฮูร่า นายจะทำอะไร..”

 

จิมแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองตอนที่พูดออกไป.. เหมือนสมองที่สั่งการอยู่แสนไกล และเขาไม่ใช่เจ้าของร่างกายนี้อีกต่อไป และตัวเขาแทบจะลอยออกนอกอวกาศ เมื่ออีกฝ่ายก้มลงมาแนบริมฝีปากแทนคำตอบ

เขาปล่อยให้ตัวเองจมหายไปในอ้อมกอดแข็งแรงนั้น พร้อมๆกับเอียงรับองศาจูบแสนหวาน ยิ่งเมื่อปลายลิ้นแตะสัมผัสกัน ทุกอย่างก็พลันสว่างสุกใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาพ่ายแพ้.. ไม่สามารถต่อกรกับเหตุและผลใดๆโดยสิ้นเชิง

เมื่อไรไม่รู้ที่มันจบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจ จนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ของชิงช้าสวรรค์ทำงานดังขึ้นขัดการประมวลผลของสติสัมปชัญญะ ทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย จิมรีบกลับไปนั่งที่ของตนอย่างเรียบร้อยจนน่าตกใจ

 

ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนกระเช้าเทียบท่า และสป็อคเดินมาส่งเขาที่ห้องพัก

 

จนกระทั่งวันหยุดยาวจบลง..

 

จิมหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมา พบเพียงหน้าจอที่แสดงว่าไม่มีข้อความเข้าตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น.. มือเรียวโยนมันลงบนเตียงนอนอย่างหัวเสีย เขามองไปที่ประตูห้องน้ำที่เชื่อมไปยังห้องนอนของใครบางคนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจออกจากห้องของตนไป..

 

“กัปตันมาที่สะพานเรือ”

เขายิ้มทักทายให้กับทุกคนตามปกติ ยกเว้นชายหนุ่มในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าสเตชั่นวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยที่นั่งหันหลังอยู่เป็นประจำ

แน่นอนว่าเขามีความเป็นมืออาชีพมากพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์ชวนเสียสติเท่าไรก็ตาม จิม เคิร์ก บอกตัวเองอย่างนั้น แต่พลันสะดุ้งสุดตัว เมื่อน้ำเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“กัปตัน”

“อ่ะ หา ว่าไง สป็อค” เขาหันไปทำหน้าที่คิดว่าปกติที่สุดในชีวิต ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นช่างดูเป็นปกติยิ่งกว่าจนน่าใจหาย

“ผมสรุปรายงานภารกิจครั้งล่าสุดเสร็จแล้ว อยากให้คุณลองตรวจดูอีกครั้ง”

ขณะที่กำลังรับแพดที่ถูกส่งมา ปลายนิ้วทั้งสองแตะกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน จิมปล่อยมือทันที

เสียงวัตถุหล่นกระแทกพื้น เบนความสนใจของคนทั้งสะพานเรือ แม้แต่ลูกเรือที่กำลังพูดคุยกันเบาๆยังต้องหยุดลง

 

“โทษที../ขอโทษครับ”

สองประโยคที่ดังขึ้นซ้อนกัน ไม่เท่ากับการที่พวกเขาก้มลงไปเก็บมันพร้อมกัน คราวนี้จิมชักมือกลับได้ทันควัน

 

“ขอบใจ วางไว้ตรงนั้นแหละ”

ทันทีที่อีกฝ่ายหันหลังกลับไปนั่งที่ของตน ในใจเขาแทบอยากจะนำแพดนั้นกระแทกศีรษะตัวเองสักสามรอบเผื่อสติจะคืนมาได้บ้าง ซึ่งความจริงแล้ว ทำได้เพียงแต่ยกกาแฟขึ้นมาจิบ พลางเลิกคิ้วใส่ลูกเรือที่ยังคงมองอยู่แก้เก้อ

การทำงานกะนั้นเป็นกะที่ยาวนานที่สุดในชีวิต..

 

 

จิมทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรง

ไม่ได้การ นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว สถานการณ์ยังน่าอึดอัดเข้าขั้นร้ายแรง จนต้องทำอะไรสักอย่าง..

เขาพลิกตัวไปมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ.. ยังคงไม่มีข้อความใดๆ จนตอนนี้เขาเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ เขาเลื่อนเปิดกล่องข้อความล่าสุดจากสป็อค เรื่องที่คุยกันยังคงเป็นปาร์ตี้วันคริสมาสต์ พวกเขาไม่เคยเงียบหายกันนานขนาดนี้.. ไม่นับรวมเรื่องงาน ไม่คนใดก็คนหนึ่งจะต้องมีหัวข้อสนทนาขึ้นมากล่าวถึงเสมอ มือบางยันกายลุกขึ้นนั่ง สาเหตุคงจะมาจากเรื่องไหนไม่ได้ คิดไปก็ชวนให้หน้าเห่อร้อนขึ้นมาแปลกๆอีกครั้ง..

ใช่ว่าเขาไม่เคยผ่านเหตุการณ์ราวๆนี้ แต่ใช่ คนคนนั้นไม่ใช่สป็อค.. ไม่ว่าสป็อคจะคิดอย่างไรก็ตาม เขาต้องหยุดเรื่องนี้ และกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด ไวเท่าความคิด จิมกระโดดลงจากเตียง จากเวลาตอนนี้สป็อคน่าจะอยู่ที่ห้องแล็บ เขาจะไปดักรอ และเคลียร์ให้รู้เรื่อง

ขายาวตรงดิ่งไปยังจุดหมาย เร่งรีบให้ไวเท่าใจ จนเกือบจะชนชายหนุ่ม ทันที่ที่ประตูเปิดออก

 

“สป็อค!”

“กัปตัน.. คุณมีธุระอะไรที่นี่หรือเปล่าครับ?”

“ฉัน เอ่อ..” นึกเกลียดตัวเองขึ้นมาทันที ที่การกระทำกับสิ่งที่คิดไปคนละทิศทางอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อแค่เขาเห็นใบหน้าอีกฝ่าย เหตุการณ์นั้นก็กลับเด่นชัดในความทรงจำ พาลให้พูดอะไรไม่ออกไปเสียดื้อๆ

สป็อคเลิกคิ้ว “ถ้าไม่มีอะไรผมขออนุญาตไปค้นคว้าข้อมูลต่อ”

จิมยืนนิ่งค้างอยู่ท่าเดิม มือที่ยื่นออกไปส่งไม่ถึงอีกฝ่ายที่อยู่ไกลเกินเอื้อม

 

ร่างเพรียวทรุดกายลงนั่งบนพื้นทางเดิน ไม่ถนัดรับมือกับ ‘อาการสาวน้อย’ ในตัวเขาตอนนี้เอาเสียเลย เครื่องมือสื่อสารถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง เพียงเพื่อจะพิมพ์ข้อความ

 

ทำยังไงถึงจะเฉยชาได้แบบนายนะ สป็อค..

 

และมันก็ถูกลบไป พร้อมๆกับเขาที่เดินไปจากที่ตรงนั้นเช่นกัน

 

.

.

 

“สุขสันต์วันหยุด เฮ้ย! จิม แกเป็นอะไร!?” โบนส์ถลาไปหาเพื่อนรัก ที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะ พร้อมๆกับขวดเครื่องดื่มที่กระจัดกระจาย ไม่รู้ว่าเจ้าตัวนั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไร ลูกเรือคนอื่นๆในบาร์ดูบางตา และทำสีหน้าเจื่อนๆใส่ ราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่าพยายามปรามแล้ว

จิมเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ ก่อนจะก้มลงไปตามเดิม “ม่ายยย ฉันโอเค โบนนนนส์ ก็นายออกกะช้า ฉันเลยดื่มรออออ”

“แบบนี้ไม่เรียกดื่มรอแล้วมั้ง” เขานอนฟังเสียงแก้วแต่ละใบถูกรวบรวมเก็บ จนเมื่อรับรู้ถึงน้ำหนักของโซฟาที่ยุบลงข้างๆก็ขยับกายเอนศีรษะซบบนไหล่กว้างนั้นอย่างเคยชินแม้จะหลับตาอยู่

 

“เป็นอะไรอีกล่ะ หืมม์?” สัมผัสนุ่มนวลบนเส้นผม ทำให้เผลอเปรยยิ้ม แม้ในใจจะหนักอึ้งเพียงใด

“ฉันควรทำยังไงดีโบนส์..” แค่คำพูดเดียว แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ดีจากเสียงถอนหายใจหนักๆ แม้จะยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง แต่จากเรื่องราวที่ผ่านๆมาคิดว่าคงจะเดาสาเหตุได้ไม่ยาก

“เปลี่ยนไปรักคนอื่น ฉันบอกนายแล้วไง”

“คราวนี้ฉันผิดเองที่ทำมันพัง ฉันมันแย่ เอาแต่อารมณ์”

เขามันบ้าไปเองที่เผลอปล่อยใจไปขนาดนั้น ตอนนี้มันไม่เหลืออะไร แม้แต่สถานะคำว่าเพื่อน ฝุ่นในอวกาศอย่างเขาจางหายไปจากจักรวาลในชั่วพริบตา..

 

“ไม่เลย เด็กน้อย เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิด” ปลายนิ้วเชยคางเขาให้เงยขึ้นสบตา “สิ่งที่นายต้องทำคือ ยอมรับหัวใจตัวเอง และใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริง”

“นายจะให้ทำยังไงในเมื่อทั้งสองอย่างมันขัดแย้งกัน”

“เรื่องนั้นสักวันนายจะรู้ได้เองแน่ แต่ตอนนี้ กลับไปที่ห้องและนอนซะ เข้าใจไหม?”

 

เปลือกตาสวยหลับลง แม้ในใจจะยังมีคำถามต่อ แต่อย่างน้อยทุกครั้งที่ได้ระบายความอ่อนแอกับคนที่เข้าใจเขาที่สุดในชีวิตก็ทำให้สงบลงมากขึ้น

 

เมื่อลืมตาอีกทีก็พบว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงของตัวเองในเช้าอีกวันหนึ่ง เขาลุกขึ้น อาการปวดศีรษะที่คุ้นเคยจากแอลกอฮอล์เข้าโจมตีทันที ขาที่หนักอึ้งพยายามลากตัวเองมาที่ห้องน้ำ และพลาด เมื่อมือดันไปปัดโดนอะไรบางอย่างตกลงมาบนพื้นดังลั่น เขาสบถ ก่อนจะรีบร้อนเก็บมัน ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ถึงจะไม่แน่ใจว่าคนอีกฝั่งของห้องจะยังอยู่ในนั้นหรือไม่ก็ไม่อยากรบกวน

และในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ทุกอย่างจะตรงข้ามกับสิ่งที่หวังเสมอ.. ประตูอีกฝั่งถูกเปิดออกทันที

 

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?” หากพอมีสติสักนิดคงสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงนั้นมีความร้อนรนเจืออยู่ไม่น้อย

“ไม่เป็นไร ฉันโอเค” จิมพยายามยืนตรงที่สุดในชีวิต ทว่าคงจะลุกขึ้นเร็วไป สมองเลยพาลวูบลงอีกครั้ง คราวนี้เขาล้มลงปะทะแผ่นอกกว้างของอีกคน

“คุณตัวร้อน”

“ฉันไม่เป็นไรจริงๆสป็อค แค่เมาค้างนิดหน่อย” เขาพยายามดันตัวเองออกห่างจากสป็อคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กลับถูกอุ้มจนปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นแทน จนแทบจะสร่างเมาเดี๋ยวนั้น

 

“เฮ้ย เดี๋ยว! ฉันเดินเองได้” ไม่มีคำตอบ ต้นเรือขี้เป็นห่วงพาเขามาส่งถึงเตียงนอนเหมือนเดิม ดวงตาสีฟ้ามองอย่างหวาดๆ นอกจากโบนส์แล้วก็มีสป็อคนี่แหละที่จะดุเขาตอนแฮงค์หนัก แต่ผิดคาด.. สป็อคนั่งลงข้างเตียง

 

“ผมขอโทษ..”

 

จิมกระชับมือที่กำผ้าห่มอยู่แน่น.. อาการปวดที่ศีรษะย้ายมาอยู่ที่หัวใจของเขาแทน

“ผมไม่ควรทำแบบนั้นกับคุณตั้งแต่แรก..” เขาพยายามค้นหาคำตอบจากดวงตาอีกคู่ แต่เหมือนเคย.. ไม่มีสิ่งใดสะท้อนกลับมา เขาไม่รู้ว่าสป็อคคิดอย่างไรพอๆกับที่ไม่รู้จริงๆว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นในตอนนั้น หรือ ปัจจุบัน

“ไม่เลย สป็อค ฉันต่างหาก..”

“คุณจะให้อภัยผมได้ไหม จิม..”

 

แล้วจูบนั้นมีความหมายอะไรกับนายบ้างไหม

 

ประโยคนั้นเขาไม่ได้ถามออกไป นอกจากการพยักหน้ารับรู้เท่านั้น เขาไม่อยากคิด ไม่อยากเสนอความคิดเห็น เขารู้สึกเหนื่อย และเฉยชา บทเรียนที่ผ่านมาทำให้เลือกจะวางตัวเองไว้อยู่มุมเล็กๆ จะเป็นอะไรก็ได้ ที่สป็อคอยากให้เป็น..

 

.

.

 

 

อะไรที่เปลี่ยนไปแล้ว จะแกล้งทำเป็นว่ายังเหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้ หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่เห็นสป็อคก็เหมือนมีคำถามในใจที่ไม่สามารถถามออกไปได้ แต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ ทิ้งให้กาลเวลากลบทับ จนเมื่อมันผ่านไป เขาคิดว่ารู้สึกดีขึ้น และอยากจะทำอะไรๆให้ผ่อนคลาย โดยเริ่มจากการชวนสป็อคมาเล่นหมากรุก

 

จิมนั่งเท้าคางดูสป็อคเรียงตัวหมากอย่างเพลิดเพลินในห้องนอนของเจ้าตัวที่เขาไม่ได้เข้ามานาน

“ถึงจะไม่ได้เล่นนาน ฉันก็ไม่ออมมือนะ บอกให้”

“นั่นเป็นคำพูดของผมต่างหาก จิม”

 

ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ พวกเขาพูดคุย และเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนเคย..

จิมลอบมองภาพสป็อคเพ่งไปที่กระดาน พลางคิดว่าชีวิตนี้คงไม่ขออะไรมากไปกว่าการได้ยืนอยู่ข้างๆชายคนนี้ตลอดไป ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม และนาทีที่เขาคิดว่าจะหยุดไขว่คว้าจะเข้าไปอยู่ในจักรวาลนั้น หมากตัวหนึ่งก็ร่วงลงบนพื้นห้อง เหมือนภาพฉายทับซ้อน พวกเขาก้มลงเก็บมันพร้อมกัน จนมือสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ จิมที่รีบชักมือกลับ ไม่ทันได้ระมัดระวังตอนเงยหน้าขึ้นมาจนกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะ

 

“จิม!?”

“ฉันโอเค แค่หัวโน” เขาพูดเจือหัวเราะให้กับความซุ่มซ่ามของตน เพิกเฉยต่อเสียงหัวใจที่เต้นรัวกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“ให้ผมดูแผลก่อน” ไม่พูดเปล่า อีกฝ่ายกลับลุกขึ้นมา และตั้งใจจะดูให้จริงๆ สป็อคถอนหายใจกับอาการเอาสองมือมาปิดหน้าผากตัวเองราวกับเด็กๆ

“ไม่เอาน่าสป็อค ทำอย่างนี้ฉันอายมากกว่าเจ็บอีก ไปเล่นต่อซะ ตานายแล้ว”

“ผมขอปฏิเสธ” ทั้งสองยื้อกันอยู่นานจนจิมยอมแพ้ ปล่อยแรงต้านที่ข้อมือ ให้สป็อคสำรวจหน้าผากปูดๆแต่โดยดี ริมฝีปากที่ยกน้อยๆนั้นทำเอาเขาอยากจะเตะเข้าให้เสียทีด้วยความหมั่นไส้

“เห็นไหม พอให้ดูแล้วนายก็หัวเราะฉัน”

“วัลแคนไม่หัวเราะจิม ผมแค่พอใจที่คุณไม่เป็นอะไรมาก”

ดวงตาสีฟ้ามองค้อนให้กับคำพูดนั้น ก่อนจะพบว่าใบหน้าพวกเขาอยู่ใกล้กันกว่าที่คิด..

บทเรียนที่ได้รับบอกให้รีบผละออกไป เขานับถอยหลังให้ตัวเอง แต่กลับทำไม่ได้ ราวกับกำลังถูกสะกดไม่ให้ขยับไปไหน

เหตุการณ์คล้ายเดิมกลับมาอีกครั้ง.. เมื่อพวกเขาเคลื่อนกายเข้าหากันราวกับมีแรงดึงดูด จนกระทั่งริมฝีปากสัมผัสกัน จิมแตะมือลงบนท่อนแขนแข็งแรงผ่านเนื้อผ้า ตั้งใจแน่วแน่ที่จะผลักออกไป แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นกำเสื่อเสว็ตเตอร์นั้นไว้แทน

 

“สป็อค คุณอยู่ไหม?”

 

เสียงคุ้นเคยของหญิงสาวดังผ่านอินเตอร์โฟน พวกเขาสะดุ้งผละออกจากกันแทบจะทันที จิมเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปหาคนที่ยืนอยู่ หลังจากตั้งสติกันอยู่ชั่วอึดใจ สป็อคเป็นฝ่ายเดินไปหน้าประตูก่อน

 

“นีโยต้า คุณมีอะไรหรือเปล่า”

 

ไม่ได้ฟังเสียงทุ้มที่ตามหลัง จิมลุกออกมาจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ว่าคนที่มาคือใคร เมื่อแน่ใจว่าใส่รหัสขังตัวเองไว้ในห้องได้สำเร็จแล้ว มือเรียวลูบหน้าตัวเองแรงๆเพื่อเรียกสติอีกครั้ง

 

..เขาทำมันลงไปอีกแล้ว..

 

จูบครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าเขาไม่อาจตัดใจได้เลย การที่คิดว่าจะสามารถยอมรับ และอยู่กับสิ่งที่เป็นนั้นมันผิดทั้งหมด

เพราะไม่มีอะไรที่ เจมส์ ที เคิร์ก อยากได้แล้วไม่ได้..

เหตุผลที่เก็บกดมันไว้เพียงเพราะมันเป็นเรื่องของสป็อค และเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก ที่ไม่มีใครบังคับกันได้ ตอนนี้ทุกอย่างมันผิดที่ผิดทางไปหมด ขืนปล่อยเอาไว้จะยิ่งมีปัญหา เขาที่เป็นตัวต้นเหตุ ต้องถอยออกมาให้เร็วที่สุด

จิมนั่งลงบนเตียงช้าๆ พยายามเค้นความสามารถจากสมองอันชาญฉลาดถึงวิธีแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ จนกระทั่งเหลือบไปเห็น ข้อความที่ยังไม่ได้อ่านบนแพด..

สตาร์ฟลีท.. ยอร์คทาวน์..

 

 

.

.

.

 

 

“แล้ว? นายก็หนีออกมาทั้งอย่างนั้น?” น้ำเสียงกวนๆเอ่ยถาม หลังจากเขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดตามต้องการ จิมแทบไม่ต้องจินตนาการว่าอีกฝ่ายกำลังทำแบบไหนอยู่บนยานตอนนี้

“มันก็ไม่เชิงโบนส์.. แต่นายเข้าใจไหมว่าฉัน..”

“หึ.. ฉันว่าแล้วว่าเรื่องมันต้องไม่ต่างจากที่ฉันเดาไว้สักเท่าไหร่”

“นายหมายความว่ายังไง?” เขาขมวดคิ้ว พลางเดินไปอีกฟากของถนน ยืนเท้าระเบียงมองผู้คนสัญจรไปมาด้านล่างอย่างล่องลอย

“เอาเป็นว่า จิม.. ฉันยังไม่ได้ให้ของขวัญวันคริสมาสต์นายเลย”

“อะไรของนายเนี่ย แล้วเซ็ตวิตามินที่วางอยู่บนห้องฉันมันก็ลงชื่อจากนายไม่ใช่หรือไง”

“ปีนี้ฉันเบิ้ลให้สองชิ้น..” เขาชะงัก เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องวางแผนอะไรแปลกๆอีกเป็นแน่

“สุขสันต์วันคริสมาสต์ และ สวัสดีปีใหม่อีกครั้ง”

“เดี๋ยวโบนส์” ช้าไป สายถูกตัดไปแล้ว ดวงตาสีฟ้ารีบหันมองรอบตัวอย่างระแวง ด้วยรู้นิสัยของเพื่อนตัวเองดี และก็เป็นไปตามคาด..

 

ร่างของชาววัลแคนหนุ่มที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้า สองขาคิดจะหนีไปจากตรงนั้นทว่าอีกฝ่ายคว้ามือเขาไว้ได้ไวกว่า

“นายมาทำอะไรที่นี่ สป็อค?” น้ำเสียงห้วนเพียงเพราะไม่เข้าใจ.. ทำไมต้องเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ทำไมต้องมีอะไรมาขัดขวางในเวลาที่เหมือนจะทำใจได้ และคราวนี้ก็เป็นสป็อค..

“ผมมาตามหาคุณ”

“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฉัน นายกลับไปคืนดีกับอูฮูร่าได้ตามสบาย.. ฉันแค่ขอเวลา..”

 

“ผมกับนีโยต้า เราเป็นแค่เพื่อนกัน จิม.. วันนั้นเธอแค่มาปรับความเข้าใจครั้งสุดท้าย และเราจบลงด้วยดี”จิมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง.. ภายในใจตีกันยุ่ง จากความตั้งใจที่จะเดินออกมากำลังสั่นคลอน สป็อคเหมือนจะรับรู้อาการสับสนนั้น.. เขาถูกดึงไปอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงอีกครั้ง

“ผมอาจเป็นวัลแคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ.. ผมสับสน จิม.. ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา ผมนั่งสมาธิ แต่ทุกอย่างกลับวกกลับมาที่เรื่องคุณ..” คำพูดที่ผ่านโสตประสาทราวกับความฝัน เขากระพริบตาถี่ๆ และลองกำหมัดแน่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป

“ผมรีบไปหาคุณทันทีที่รู้ แต่คุณไปแล้ว.. ผมใช้เวลา5วัน12ชั่วโมง43นาทีในการถามด็อกเตอร์แม็คคอย มันอาจทำให้มาหาคุณช้าเกินไป.. แต่ได้โปรด กลับไปที่เอ็นเตอร์ไพรซ์ด้วยกัน..” จมูกโด่งแตะสัมผัสข้างขมับเบาๆแทนคำขอโทษ

จิมมองลึกลงไปยังดวงตาคู่เดิมที่เขาเคยไม่เข้าใจ เวลานี้อะไรที่เคยบดบังมันเลือนหายไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมันกำลังทลายกำแพงในใจช้าๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สป็อคไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆที่จะบอกให้คนอย่างเขาเชื่อใจ.. เพราะไม่ว่าเมื่อไร เพียงแค่เอ่ยปาก ไม่ว่าจะเป็นดวงดาวแสนไกลโพ้นเพียงใด เขาก็จะไป..

“จะไม่กลับได้ยังไงล่ะ ฉันเป็นกัปตันนะ” วงแขนเรียวโอบกอดตอบอีกฝ่ายในที่สุด ซุกใบหน้าลงบนบ่าที่ชวนคิดถึง

สป็อคนิ่งไปอึดใจ “แต่ด็อกเตอร์แม็คคอยบอกว่า คุณจะย้ายมาประจำที่ยอร์คทาวน์ถาวร”

“โบนส์น่ะเหรอ นายโดนหลอกแล้วล่ะ” เขาผละออกมา อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าคนเพิ่งได้รู้ความจริง

“จิม มันไม่ใช่เรื่องตลกจริงๆ หากผมจะไม่ได้เจอคุณอีก”

“เอาล่ะๆ ฉันรู้แล้ว ก่อนอื่น เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า แล้วค่อยคิดว่าจะพูดกับคุณปารีสยังไงให้ดูดีที่สุด” รีบรุนหลังอีกคนเป็นการตัดบท ด้วยตอนนี้แก้มเขาร้อนแทบจะไหม้กับถ้อยคำหวานเลี่ยนนั่นอยู่แล้ว

 

“จิม มีอีกเรื่องที่ผมยังไม่ได้บอกคุณ..”

“หืมม์?อะไรล่ะ” เขาเลิกคิ้วเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามา มือแกร่งเลื่อนมากอบกุมเขาไว้ ปลายนิ้วสอดประสาน

 

“ผมรักคุณ” จิมไม่รู้ว่าตัวเองทำสีหน้าแบบไหนออกไป รู้แต่เขากำลังยิ้ม รอยยิ้มที่มีความสุขจากใจจริงๆ ที่แทบจะลืมวิธีทำมันไปแล้ว

“ฉันก็รักนาย สป็อค..”

 

 

 

END