Shed a Light #1

Shed a Light

(Paring : Spirk, Star Trek)

Note : จะเขียนจบมั้ยถามใจดู

 

Part 1

 

 

 

สถาบันสตาร์ฟลีทแหล่งรวมเหล่าหลากหลายชาติพันธุ์ที่ใฝ่ฝันอยากทำงานบนห้วงอวกาศ ช่วงอายุของนักเรียนล้วนแตกต่างกันไป แต่ตามสัญชาตญาณแล้ว วัยรุ่นมักจะเกาะกลุ่มกันเสมอ และคงหนีไม่พ้นเรื่องซุบซิบนินทา หรือแม้แต่หนุ่มสาวสุดฮอตที่ร่ำลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นในตำนานที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ที่ก่อเรื่องเอาไว้เสียจนเหล่าศาสตราจารย์ทั้งหลายพากันกุมขมับ

 

“จิม!” เสียงร้องเรียกมาแต่ไกลของชายหนุ่มผมดำตาหยีทำให้เจ้าของชื่อหยุดฝีเท้าลง

“ซูลู ว่าไง!?”ริมฝีปากโปรยยิ้มพร้อมๆกับดวงตาสะท้อนสีเดียวกับท้องฟ้าสดใส ไม่ได้รู้ตัวว่าทำเอาหนุ่มๆสาวๆตรงทางเดินใจละลายกับภาพนั้นไปไม่รู้เท่าไร

“ผลสอบปลายภาคออกแล้วนะ นายได้เข้าไปเช็คหรือยัง”

“เฮ้ย ยัง!นายเช็คให้ทีสิ นายรู้พาสเวิร์ดฉันนี่นา.. นะ เพื่อนรัก” ว่าแล้วก็ใช้หน้าตานั่นทำท่าทีที่เพื่อนๆต่างลงความเห็นว่าออดอ้อนเหมือน ‘ลูกหมา’ ซูลูเห็นแล้วก็นึกอยากกรอกตาบน เสียแต่ว่าชินเสียแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจแทน

“ว่าแล้วว่าต้องพูดแบบนี้ จริงๆฉันก็เช็คมาให้แล้วล่ะ” จิมยื่นมือไปรับแพดที่ถูกส่งมาให้อย่างร่าเริง ผลที่แสดงอยู่ในจอนั้นทำให้ยิ้มอย่างพึงพอใจออกมาอีกครั้ง

“ยินดีด้วยนะพ่ออัจฉริยะ ได้คะแนนเต็มตั้งแต่ต้นปีแรกยันปลายปีสุดท้าย”

“อย่าเหน็บฉันน่าซูลู เออว่าแต่ เจ้านั่น ล่ะ”

ซูลูเลิกคิ้วก่อนจะถามต่อ “ยังสนอกสนใจกันเหมือนเดิม ที่เขาลือกันว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น นี่ท่าจะจริงซะแล้วนะ” จิมมองค้อนกลับไปแทนคำตอบ อีกฝ่ายหัวเราะลั่นก่อนจะตบบ่าเขาเป็นการง้อ

“เหมือนเดิม สายข่าวรายงานว่า คุณสป็อค เจ้าชายน้ำแข็งของรุ่น ได้คะแนนเต็มเหมือนนาย”

“เฮอะ น่าเบื่อชะมัด เสมอกันจนถึงตอนสุดท้ายหรือนี่” เบ้ปากเมื่อเพียงได้ยินชื่อ สีหน้าเรียบเฉย หากแต่กวนประสาทที่สุดในความคิดก็ลอยขึ้นมาทันที

 

ทุกคนรู้กันว่า เจมส์ ที เคิร์ก กับ สป็อค เป็นคู่แข่งกัน สองหนุ่มรูปงามของรุ่น ที่เก่งกาจทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แตกต่างกันตรงคนหนึ่งสดใสราวกับพระอาทิตย์ บวกกับความทะเล้นของเจ้าตัว ทำให้เป็นที่นิยมกับทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่สาวๆ ส่วนอีกคนนั้น นิ่งเงียบ เยือกเย็น ราวกับพระจันทร์ เพียบพร้อมไปด้วยดีกรีการเป็นลูกชายคนสำคัญของขุนนางสูงศักดิ์จากดาวนิววัลแคน จึงทำให้น่าหลงใหลไม่แพ้กัน จนถึงขนาดมีกลุ่มแฟนคลับจากนักเรียนในสตาร์ฟลีท ที่ปกติแล้วเวลาเกิดเรื่อง ก็จะเข้าข้างฝั่งคนที่ตนชื่นชอบ ทว่ามีเพียงเรื่องเดียวที่คิดเห็นตรงกัน..

 

“น่าเสียดายนะครับที่คุณเอาชนะผมไม่ได้” แค่ประโยคเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร จิมหันกลับไปเผขิญหน้า พลางเลิกคิ้วอย่างท้าทายคนที่ยืนอยู่ ร่างกายสูงกำยำอย่างชายหนุ่ม ใบหน้าที่ทุกคนต่างพากันหลงใหล แต่สำหรับเขามันช่างดูอวดดีเสียเหลือเกิน

“คงต้องพูดประโยคเดียวกันล่ะนะ เพราะสุดท้ายแล้วนายก็ได้คะแนนไม่เยอะไปกว่าฉัน” อีกฝ่ายเพียงแต่ยักคิ้วกลับมาแทนคำตอบ ก่อนจะพยักหน้าให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกันและเดินผ่านหน้าพวกเขาไป..

นีโยต้า อูฮูร่า.. คู่หูของสป็อค ซึ่งบางคนก็ลือกันว่าเป็นมากกว่าเพื่อนสนิท แต่ไม่ว่าความจริงคืออะไรเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก

อันที่จริงพวกเขาไม่เคยได้คุยกันอย่างจริงจัง.. หากถามว่าจุดเริ่มต้นของความไม่ถูกชะตาเกิดขึ้นเมื่อใด คงจะบอกได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่ได้พบหน้าก็คงจะไม่ผิดนัก พวกเขาทำข้อสอบเข้าได้คะแนนเต็มเท่ากัน และได้รับเกียรติให้พูดสุนทรพจน์ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน โดยที่สป็อคเป็นฝ่ายพูดก่อน เขานับหนึ่งถึงร้อยเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้ยกมือขัดแทบนับครั้งไม่ถ้วน.. สป็อคเป็นคนอย่างที่เขาบัญญัติว่า ‘เด็กเรียน’ และนึกเกลียดคนประเภทนี้มาตลอดตั้งแต่จำความได้ ไหนจะวิธีการวางตัว การพูด เสื้อผ้าหน้าผมก็ดูขัดตาไปหมด เพราะมันตรงข้ามกับเขาทุกอย่าง จุดแตกหักคงจะเป็นชั่วโมงภาษาศาสตร์ที่มีการแบ่งกลุ่มดีเบทกัน จำได้เพียงว่าสุดท้ายแล้วศาสตราจารย์แทบจะต้องขอร้องให้หยุด

เขาไม่ใช่คนเข้มงวดเรื่องการเรียน หรือ จุกจิกเรื่องความคิดเห็นของคนอื่นมากนัก แต่ไม่รู้ทำไมกลับไม่สามารถปล่อยให้เรื่องของสป็อคผ่านไปได้ ความคิดของพวกเขานั้นคนละขั้วโดยสิ้นเชิง ความไม่เข้าใจแบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้พูดคุย และมันทำให้ หงุดหงิด กระวนกระวาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน..

อย่างไรก็ตาม เขาพยายามเลี่ยง.. แต่ก็ไม่สำเร็จ วิชาที่ต้องเรียนทำให้วนมาพบกันอยู่เรื่อย และเพื่อความเป็นธรรมกับนักเรียนคนอื่นๆ พวกเขาจำเป็นต้องอยู่คนละกลุ่มเสมอ แม้จะชวนปวดหัวเท่าไรก็ตาม และการที่พวกเขาคอยปะทะคารมกันอยู่เรื่อย เป็นสาเหตุให้บางคน ซึ่งหลังๆกลายเป็นหลายคน พากันคิดว่าพวกเขาชอบพอกันอยู่ลึกๆไปเสียได้ แน่นอนว่าช่วงแรกๆจิมโวยวาย และแทบจะไล่กระทืบทุกคนที่ส่งสายตาขำขันเชิงเอ็นดูมาทุกครั้งที่พวกเขาเถียงกัน ต่อมาจึงได้เรียนรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ซ้ำร้ายยิ่งเหมือนโยนฟืนเข้ากองไฟ เพราะคู่กรณีนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังไม่ปฏิเสธอีกด้วย คงคิดว่ามนุษย์ช่างน่าเบื่อ หรืออะไรก็ตามที่เจ้าตัวชอบพูดอีกตามเคย จนเขาเองเหนื่อยที่จะพูดและได้แต่ปล่อยเลยตามเลย หนำซ้ำเพื่อนตัวเองยังคอยผสมโรงทุกครั้งที่มีโอกาสอีกต่างหาก

 

“ไงล่ะ เถียงกันจนวินาทีสุดท้าย”

“เพราะนายเลยซูลู”

“ฉันเหรอ!? เฮ้อ ฉันนี่แย่จริงๆด้วย คุณจิม อยากจะให้ทำอะไรเป็นการไถ่โทษละ”

จิมยิ้มให้กับอาการประชดนั้น พลางโอบไหล่คนข้างๆ “ช่วยฉันคิดว่าจะควงสาวคนไหนไปปาร์ตี้เรียนจบดี”

“เป็นการช่วยที่น่าหมั่นไส้มาก เพราะนายจะควงไปทุกคน” เขาหัวเราะร่า คิดกับตัวเองว่านั่นคงจะเป็นความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับหมอนั่น เพราะหลังจากเรียนจบแล้วก็คงแยกกันไปคนละทิศทาง จักรวาลกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้คงไม่มีทางที่จะโคจรมาพบกันอีกได้..

 

.

.

 

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับการทาบทามจาก ยาน USS เอ็นเตอร์ไพรซ์ให้ขึ้นมาฝึกงาน เมื่อขณะนี้กัปตันไพค์ผู้บัญชาการขณะนี้กำลังจะเกษียณ และต้องการหาเด็กรุ่นใหม่ที่จะฝากฝังยานเอาไว้ได้

ตอนนี้เขาได้มาอยู่ที่ตรงนี้แล้ว พยายามจะหุบยิ้ม แต่ก็ทำได้ยาก เมื่อตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินขึ้นยานมา ทุกอย่างที่เคยอยู่แต่ในห้องแล็บ และบทเรียน กลายมาเป็นจริง เขาอดใจไม่ไหวที่จะได้ทำงาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ มือบางแตะนู่นนี่ พลางหยุดสำรวจสิ่งต่างๆอย่างเพลิดเพลินจนผู้นำทางถอนหายใจเมื่อกินเวลาไปโข กว่าเดินถึงห้องบังคับการ

“กัปตัน.. ผมพานักเรียน เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์กมาที่นี่แล้วครับ” ชายสูงวัยทื่ยืนคุยกับลูกเรือสองสามคนอีกฟากของห้อง หันมาพยักหน้ารับรู้

“สวัสดีครับท่าน”

“ไง คุณเคิร์ก ฉันได้ยินชื่อเสียงนายมาไม่เบาเลยล่ะ” ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนที่ไพค์จะอธิบายหน้าที่งาน และการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้เขาฟังคร่าวๆ รายละเอียดส่วนมากมาจากในข้อความที่สตาร์ฟลีทส่งมาให้เขาเมื่อราวหนึ่งอาทิตย์ก่อน ผู้ประเมินการทำงานของเขาในครั้งนี้คือกัปตันไพค์ ซึ่งคะแนนจะใช้เป็นตัวชี้วัดในการสมัครงานในตำแหน่งต่างๆของสหพันธ์ นั่นหมายความว่า หากจะเปลี่ยนใจวินาทีสุดท้ายก็ยังไม่สาย แต่ใครจะทำอย่างนั้นกันเล่า..

“อ้อ ลืมไป ฉันยังไม่ได้แนะนำคู่หูให้นาย”

“ครับ..?”

“ฉันขอไปหนึ่งคน แต่สถาบันกลับส่งมาให้สอง บอกว่าให้มาเลือกเอง แปลกดีเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า พวกนายจะต้องช่วยกันทำภารกิจต่างๆ โดยที่ฉันจะเป็นคนให้คะแนน..”

เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าใครเข้ามาในห้อง แทบไม่ได้ฟังคำอธิบายอีกต่อไป ขณะที่วัลแคนหนุ่มจ้องกลับมาด้วยท่าทีไม่ต่างกัน จนผู้สูงวัยเริ่มผิดสังเกต

 

“นี่รู้จักกันมาก่อนใช่ไหม?”

“ใช่ครับ/เปล่า”

จิมอยากจะตีหน้าผากตัวเองแรงๆ เมื่อลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร ความคิดที่ว่าจะได้ปลีกตัวห่างออกจากกันบ้างพังทลายทันที ไพค์สับสนเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแต่ปล่อยให้พวกเขากลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงวันเริ่มงานพรุ่งนี้

พวกเขามุ่งหน้าสู้ห้องพักที่อยู่ติดกัน โดยไม่มีใครพูดอะไรสักคำ จิมลอบมองคนข้างกาย พลางตัดพ้อกับโชคชะตาอันโหดร้ายของตน นักศึกษามีเป็นร้อยเป็นพัน กลับต้องมาติดแหงกอยู่บนยานกับคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในสถาบัน.. ทันทีที่เข้ามาในห้อง ก็รีบต่อสายหาเพื่อนรัก และปฏิกิริยาตอบกลับก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้นัก

 

“ฉันไม่นึกว่าเรื่องที่เขาลือกันจะเป็นจริงเร็วขนาดนี้” หากคนที่กำลังหัวเราะลั่นในสายตอนนี้อยู่ข้างๆล่ะก็สาบานได้ว่าเขาไม่ยืนฟังเฉยๆแน่

“โอเค หยุดหัวเราะเลย อนาคตฉันดับแล้ว ทีนี้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง” แค่คิดว่าจะลดความกวนประสาทของตัวเองอย่างไรให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีก็แทบแย่แล้ว ดันมาเจอคู่ปรับที่ทำให้เขาคุมอารมณ์ไม่ได้แทบจะทุกครั้ง ยิ่งคิดปลายทางอันสดใสของการฝึกงานยิ่งมืดมัว จนต้องเอามือก่ายหน้าผาก

“เอาน่า ก็เพลาๆลงหน่อยแล้วกัน อาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกนายจะได้ญาติดีกันก็ได้นะ ลองทำดีกับเขาหน่อยจะเป็นไร”

“ขอบใจซูลู แต่อย่างหลังคงยากหน่อย”

 

ถึงจะวางสายไปแล้ว แต่ก็ยังคิดทางออกที่ดีที่สุดไม่ตกอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เขาจะลองเชื่อคำของซูลูดู เรื่องที่ผ่านแล้วก็ให้ผ่านไป ตอนนี้เขาควรมีสมาธิกับการทำงานให้มากที่สุด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สามารถมากวนใจได้

 

แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด..

 

 

“คุณเคิร์ก!เราต้องบีมขึ้นไปเดี๋ยวนี้”

“เหลืออีก 10 วินาทีก่อนจะถึงเวลานัดไม่ใช่หรือไง ฉันว่าของนั่นมันต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ” จิมเพิกเฉยต่อเสียงและสีหน้าดุๆนั้น ยังคงส่องไฟฉายไปพร้อมกับแหวกตามพุ่มไม้สำรวจต่อไป

พวกเขาได้รับมอบหมายให้มาค้นหาวัตถุโบราณบนดาวดวงนี้ แต่เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตบนดาวส่วนมากยังเป็นสัตว์ป่าดุร้ายอีกทั้งยังมีนิสัยหวงถิ่น เพื่อความปลอดภัยเวลาจึงจำกัดแม้ภารกิจจะล้มเหลวก็ตาม.. เมื่อมองเห็นบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่กำลังตามหา เขาหยิบแพดขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อมูล ก่อนจะยิ้มออกมาและคว้ามันใส่กระเป๋าโดยเร็ว ขณะที่กำลังจะหันไปอวดอีกคน เสียงสัตว์ป่าคำรามเหนือศีรษะก็เบนความสนใจเสียก่อน

“ระวัง!!”

จิมยกมือขึ้นป้องกันตัวเองเมื่อมันกระโจนเข้าใส่พร้อมๆกับสป็อคที่พุ่งเข้ามาช่วยจากด้านหลัง

และ.. พวกเขาถูกบีมขึ้นมาบนยานได้ทันท่วงที..  ทั้งสองถอนหายใจ และทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างโล่งอก

 

“เอ่อ ขอบ…”

“คุณเคิร์ก เหตุการณ์ครั้งนี้มันเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอย่างมาก ผมขอให้คุณทบทวนการกระทำของตัวเองอีกครั้ง” จิมชะงักไป คำที่ยังพูดไม่จบถูกกลืนหายไปทันที

“นายจะโมโหอะไร ฉันได้ของมา ภารกิจสำเร็จ แล้วก็ไม่มีใครเป็นอะไรสักหน่อย” เขานับหนึ่งถึงร้อยอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายเลิกคิ้วยียวนมาแทนคำตอบ

“วัลแคนไม่โมโหครับ.. และผมต้องการให้คุณรับทราบว่า เหตุการณ์เมื่อสักครู่ มีความเป็นไปได้สูงถึง 89.6% ที่พวกเราจะได้รับบาดเจ็บจากความดื้อดึงของคุณ”

เส้นความอดทนสุดท้ายของเขาขาดสะบั้นลง พวกเขาโต้เถียงกันอีกครั้ง ไม่ได้สนใจลูกเรือข้างนอกห้องขนส่งมวลสารที่พากันมองหน้ากันเลิกลั่ก จนกระทั่งกัปตันไพค์ถูกตามตัวมา สงครามถึงยุติลงได้ พร้อมๆกับบทสวดชุดใหญ่

 

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และถ้ายังไม่มีการแก้ไข คงรู้นะว่าจะเป็นยังไง” พวกเขาโค้งรับคำขาดสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป จิมถอนหายใจด้วยอาการเซ็งสุดขีด ไม่อยากแม้แต่จะใช้ทางเดินร่วมกัน ติดที่ว่าห้องพักดันอยู่ติดกันเสียอีก

แต่คงต้องยอมรับว่าปล่อยเอาไว้แบบนี้คงไม่ได้การ.. เขายังไม่อยากถูกไล่ออกจากการฝึกงานตอนนี้..

 

“ฉันว่า เราควรมาทำข้อตกลงกัน”

“ข้อตกลง?” วัลแคนหนุ่มหันมาหลังจากประโยคแรกที่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมนี้ สิ่งที่ได้ยินแปลกหูจนต้องทวนคำถามอีกครั้ง

“เราจะผลัดกันทำตามอีกคน วันนึงของฉัน วันนึงของนาย สลับกัน โอเคไหม?”ดวงตาสีฟ้ามองคนที่นิ่งไปอึดใจก่อนที่จะพยักหน้าตกลง จิมร้องดีใจกับตัวเอง พลางตบบ่านั้นอย่างลืมตัว “โอ๊ะ โทษที พวกนายไม่ชอบให้ใครโดนตัวใช่ไหม งั้นฉันไปก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์” เขากระโดดลิงโลดนำหน้าไป ไม่ได้สนใจสป็อคที่ยืนนิ่งค้างกับการกระทำนั้นอยู่ด้านหลัง..

 

 

จิมกำชิปที่บรรจุข้อมูลเอาไว้แน่น หลังจากดีใจได้ไม่กี่วันที่ทำข้อตกลงกับวัลแคนสำเร็จ จึงตระหนักได้ว่า ไม่มีอะไรยืนยันว่ามันจะได้ผล หรือคนอย่างสป็อคจะยอมทำตามจริงๆ.. วันนี้จึงถือเป็นการชี้ชะตาพิสูจน์ไปในตัวเมื่อเขาต้องสรุปรายงานเป็นคนแรก และมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภารกิจที่แล้วที่มีปากเสียงกัน..

เพอร์เฟ็คชะมัด.. แค่นหัวเราะกับตัวเอง เลือกไม่ถูกว่าควรจะคิดหาวิธีแก้ปัญหาระหว่าง จะทำอย่างไรหากโดนไล่ออกจากยาน หรือ ทำอย่างไรให้เพิกเฉยต่อคำวิจารณ์ของสป็อคได้มากที่สุด

กัปตันไพค์ และคนอื่นๆเริ่มทยอยเข้ามาในห้อง เขาสูดหายใจลึกกับตัวเองเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา ทว่ากลับหันไปปะทะเข้ากับเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่มองมาพอดี ดวงตาสองคู่สบกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สป็อคจะเป็นฝ่านละไปก่อน จิมขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยไม่เข้าใจสีหน้าไร้อารมณ์นั้นตามเคย และกลับไปสนใจงานที่อยู่ตรงหน้าต่อ..

การรายงานในครั้งนี้ราบรื่นจนน่าตกใจ เมื่อคนที่คอยพูดแทรกเงียบลงไปถนัดตา เขาลอบมองสป็อคเป็นระยะ ก็ไม่เห็นจะมีอาการผิดสังเกต เช่น ปวดท้อง หรือ หน้ามืด จนกระทั่งแม้แต่กัปตันไพค์ต้องยังเอ่ยถามในตอนสุดท้าย ราวกับเป็นคำถามแทนใจลูกเรือคนอื่นๆในห้องด้วย

 

“ขอบคุณสำหรับการรายงาน คุณเคิร์ก.. เอ่อ คุณสป็อค มีอะไรจะเสริมไหม”

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อคนถูกถามพยักหน้า พร้อมกับลุกยืนขึ้นช้าๆ

 

“ไม่มีครับ ผมเห็นด้วยกับการสรุปของคุณเคิร์ก” เกิดเป็นเสียงน่าประหลาด เมื่อคนทั้งห้องทั้งอุทาน และหันไปมองหน้าเจ้าตัว อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งนั่นรวมถึงตัวเขาเองด้วย ท่าทีที่ได้รับกลับมามีเพียงอาการที่คล้ายกับอยากจะถอนหายใจเสียเต็มที จนอดกลั้นยิ้มไม่ได้

 

“ขอบใจนะ” เขาพูดหลังจากเลิกประชุม ในห้องมีเพียงพวกเขาที่ช่วยกันเก็บข้าวของ และเอกสารที่เหลือ

“เป็นครั้งแรกที่คุณเสนอข้อตกลงที่ ‘สมเหตุสมผล’ ผมก็เลยเห็นด้วยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

“นายนี่มันนิสัยแย่จริงๆ” ต่อว่าออกไปอย่างไม่จริงจังนักพลางยิ้มร่า จงใจแกล้งศอกคนข้างๆเบาๆ

 

บางที การฝึกงานครั้งนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด..

 

 

และข้อตกลงนี้ได้ผลดีเกินคาด ที่เขาว่าชาววัลแคนรักษาคำพูดดูจะเป็นเรื่องจริง กัปตันไพค์เอ่ยชมเชยพวกเขาที่หลังๆมาไม่ก่อเรื่องให้ปวดหัวอีก ถึงแม้คราวนี้จะต้องเปลี่ยนมานับหนึ่งถึงพันแทนในวันที่เป็นของสป็อค แต่ก็สามารถเอาคืนได้ในวันถัดไป ท่าทางของสป็อคที่ดูก็รู้ว่าอยากเถียงใจจะขาดแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ ทำให้อารมณ์ดีได้ทุกครั้ง

เขาเริ่มเรียนรู้ว่า สป็อคไม่ใช่ประเภทรังเกียจสังคม เพียงแต่การเติบโต และเลี้ยงดูส่งผลให้เจ้าตัวดูเป็นแบบนั้น บวกกับการพูดจาขวานผ่าซาก ทำให้ดูไม่น่าคบเท่าไร ซึ่งจริงๆมันก็มีข้อดีทีเดียว เพราะมันหมายความว่าคนคนนี้จะไม่มีวันโกหก.. หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาเพิ่งรู้ว่าแม่ของเจ้าตัวเป็นมนุษย์ ทำให้ระลึกได้ว่า สป็อคไม่ใช่เครื่องจักรวัลแคนอย่างที่เคยคิดเสียทีเดียว แม้จะเล็กน้อย แต่บางครั้งเขาก็รับรู้ถึงกระแสอารมณ์ทั้งความสุข ความเศร้า จากอีกฝ่ายได้จางๆ เขาอยากรู้จัก ไม่สิ.. อยากทำการทดลองจับสังเกตจากใบหน้าเรียบเฉยนั้น จนบางครั้งเลือกที่จะแกล้งตัดสินใจอะไรที่ตรงกันข้ามโดยไม่จำเป็น เพียงเพื่ออยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีอย่างไร.. ติดที่ว่าเริ่มจะโดนจับได้..

 

 

“…ผมจึงสรุปได้ว่า คุณกำลังทำสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าแกล้งผมอยู่”

จิมกระพริบตาปริบๆ และหลุดหัวเราะ ตอนแรกก็นึกสงสัยเมื่ออีกฝ่ายเรียกเขามาออกมาพบที่ห้องค้นคว้า บอกว่าต้องการ ‘เปิดใจ’ คุยกัน ทำเอาเขาสงสัยจนแทบนอนไม่หลับ ที่แท้กลายเป็นต้องนั่งฟังเรื่องราวเชิงตัดพ้อ (ในความคิดของเขา) ของภารกิจที่แล้ว ที่เขาตัดสินใจให้สป็อคไปจีบสาวต่างดาวคนหนึ่งในบาร์เพื่อหลอกถามข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบนำอาวุธของสตาร์ฟลีทมาค้าขายในตลาดมืดของดาวดวงนี้ ซึ่งอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัดของเจ้าตัวเป็นผลลัพท์ที่น่าพอใจทีเดียว

“โอเคๆ ฉันยอมรับผิด แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่นตลกกับนายนะ”

อีกฝ่ายเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจนัก มือบางเผลอขยี้เส้นผมตัวเองเบาๆ ด้วยอันที่จริงตัวเขาก็ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่ทำลงไปอย่างไรเช่นกัน

“ที่อยากจะบอกก็คือ พอเวลานายโดนแกล้งแล้วน่ารักดี” และก็นึกอยากตีปากตัวเอง เมื่อคำพูดนั้นทำให้พวกเขาเงียบกันไปโดยฉับพลัน สีเขียวจางๆปรากฏบนใบหน้าวัลแคนหนุ่ม จนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อนเสียเอง

 

“เอาเป็นว่า..” จิมกระแอมแก้เก้อ “ฉันจะช่วยนายขนพวกอาวุธที่เรายึดมาได้นั่นเก็บเข้าสโตร์วันพรุ่งนี้เป็นการไถ่โทษโอเคไหม?”

บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนใจนั้นจบลงด้วยดีที่สป็อคพยักหน้าเงียบๆและเดินจากไป ทิ้งเขาไว้ลำพังกับกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่าน พบข้อความใหม่จากซูลู หลังจากที่เขาพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระกันตามปกติ

 

ถ้านักเรียนคนอื่นรู้ว่าพวกนายกลายมาสนิทกันขนาดนี้จะเป็นยังไงนะ’

 

สนิท..

จิมขมวดคิ้วพลางเลื่อนขึ้นไปอ่านข้อความเก่าๆ เขาก็แค่เล่าชีวิตการฝึกงานให้ฟัง ทว่าก็ต้องยอมรับว่าส่วนมากจะเป็นการบ่นถึง ‘คู่หู’ ตัวแสบเสียมากกว่า จากตอนแรกที่ซูลูแนะนำให้สวดมนต์ เมื่อเลี่อนลงมาเรื่อยๆบางทีก็เผลออ้าปากค้างว่าเขาเคยออกปากชมเจ้าหมอนั่นให้เพื่อนฟังเสียด้วย

บางอย่างเปลี่ยนไป.. เขาสัมผัสได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร นั่งคิด นอนคิดได้สักพัก เจมส์ ที เคิร์ก ก็ล้มเลิกความพยายาม เอาเป็นว่า อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น.. และการที่สป็อคว่านอนสอนง่ายอย่างละวันเว้นวันนั้นก็ไม่เลวนัก หรือเรียกได้ว่าน่าสนใจอย่างประหลาดทีเดียว

 

.

.

 

จิมนั่งเท้าคางมอง เจ้าของแผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคยกำลังวุ่นวายอยู่กับการค้นคว้าข้อมูล หน้าจอที่เปิดแทบจะล้นเกินมายังผนังด้านข้าง จนตอนนี้ขาเริ่มจะกระดิกตามด้วยอาการหงุดหงิด ถ้าไม่ติดค้างสัญญาที่จะช่วยเจ้าตัวเอาไว้คงไม่มาอยู่ตรงนี้จนถึงดึกดื่น ทั้งที่พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า

“สป็อค.. กัปตันแค่ให้เอาของที่ได้จากภารกิจครั้งที่แล้วไปเก็บในสโตร์..”

“มันไม่ใช่ ‘แค่’ คุณเคิร์ก.. เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสโตร์นี้มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมในการจัดเก็บสิ่งของประเภทนี้”

“ฉันบอกนายไปแล้วไงว่าเช็คแล้วมันใช้ได้”

“คำว่า ‘เช็ค’ ของคุณไม่มีหลักฐาน หรือตัวเลขยืนยันเพียงพอ นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องมาตรวจสอบซ้ำตอนนี้”

“เอ้อ.. เฮ้อ ฉันง่วงนะสป็อค..” พูดพลางยกมือป้องปากหาวหวอด ตอนนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะต่อกรกับอะไรทั้งสิ้น

ดวงตาสีฟ้าลอบมองเสี้ยวหน้าจริงจัง คิ้วเข้มดูยุ่งเหยิงกว่าเดิมเมื่อต้องใช้สมาธิในการทำความเข้าใจ ปลายนิ้วลากจอที่ไม่ใช่แล้วปัดไปอีกด้าน.. กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าแอบมองอยู่นานพอสมควรก็สายไปเสียแล้ว จิมยิ้มบางให้กับตัวเอง หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อนคงไม่เชื่อว่าตัวเองจะมานั่งรอคนอย่างสป็อคทำงานได้ อย่าว่าแต่ให้อยู่ร่วมห้องเดียวกันสองคนโดยไม่มีคนอื่น

 

แล้วตอนนี้พวกเขาเป็นอะไรกันนะ..

ถ้าเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็น ‘เพื่อน’ จะเป็นการคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า

 

“คุณเคิร์ก..?” เขาสะดุ้งตื่นจากเสียงนั้น ทุกสิ่งรอบตัวเริ่มประกอบเข้าหากันจากพร่ามัวจนกระทั่งชัดเจน และ ใบหน้าของสป็อคอยู่ใกล้กว่าที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นจนเจ้าของมือใหญ่ชะงักและนำมือไพล่หลังเหมือนเดิม..

อย่าบอกนะว่า วัลแคนอย่างสป็อคตั้งใจจะสะกิดเขา

“ขอโทษที.. เสร็จแล้วเหรอ”

“ครับ”

“เยส! ไปๆๆ รออะไรอยู่ล่ะ มาเร็วสป็อค” จิมเด้งตัวจากเก้าอี้ เดินนำไปออกไปข้างนอกอย่างร่าเริง ไม่ทันได้สังเกตว่าสายตาคู่นั้นมองเขานานกว่าปกติ ก่อนจะตามมา..

 

.

.

 

 

“เอาล่ะ ทำได้ดีมาก..” จิมยิ้มร่า พร้อมๆกับสป็อคที่พยักหน้ารับ หลังจากกัปตันไพค์วางแพดรายงานการฝึกงานที่พวกเขาส่งไปให้เมื่อสัปดาห์ก่อนลง

“สองสามเดือนที่ผ่านมานี้ พวกนายพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าได้เติบโตขึ้น และพร้อมจะรับผิดชอบงานที่สำคัญจริงๆ” พวกเขามองชิปสองอันที่ถูกส่งข้ามโต๊ะมาให้

“นี่เป็นภารกิจครั้งสุดท้ายในการฝึกงาน..รายละเอียดอยู่ในนี้หมดแล้ว คราวนี้ไม่มีคะแนน ตัดสินจากการได้รับการยอมรับ จากคู่หู และคนที่อยู่ในภารกิจนี้.. ฉันดีใจนะที่ในที่สุดก็ญาติดีกันได้ แต่ยังไงตำแหน่งกัปตันก็ต้องมีคนเดียว เข้าใจไหม”

 

จิมมองดูอุปกรณ์ขนาดเล็กที่อยู่ในมือ ทั้งๆที่สิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดอยู่แค่ตรงหน้า แต่กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด ราวกับคำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ ตอกย้ำลงไปในห้วงความคิดไม่หยุด แม้จะพยายามเท่าไรก็ตาม

 

 

TBC

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s